๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๓

บทสัมภาษณ์ อ.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ ว่าด้วยประชาธิปไตย

ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์

Queering Democracy

ทำประชาธิปไตยให้ เควียร์

เคยมีเรื่องเล่าเมื่อสักยี่สิบสามสิบปีก่อนว่า คนมือซนบางคนไปเขียนไว้บนผนังห้องปัสสาวะชายแห่งหนึ่งว่า ประชาธิปไตยอยู่ในมือคุณ

เมื่อปัสสาวะ ทุกคนจึงพบว่าตัวเองกำลังกำ ประชาธิปไตย อยู่ในมือ!

เรื่องนี้อาจฟังเป็นเรื่องขำขันแนว Sexism นิดๆ นัยของมันบอกชัดว่า ประชาธิปไตยเป็นเรื่องไกลเกินเอื้อม มันไม่ได้อยู่ในมือคุณหรอก เพราะสิ่งที่อยู่ในมือของคุณ ที่แท้แล้วก็คืออวัยวะ ส่วนตัว นั่นเอง

ผมคิดว่าเรื่องขำขันเรื่องนี้เจ็บแสบนัก เพราะมันสะท้อนให้เห็นถึง วิธีคิด ที่เรามีต่อ ประชาธิปไตยว่าเป็นสิ่งสูงสิ่งที่ แยกขาด ออกจาก พื้นที่ส่วนตัว อย่างห้องน้ำ ประชาธิปไตยเป็นของที่เกี่ยวข้องกับ อำนาจหลัก ทำให้การล้อเลียนประชาธิปไตยด้วยการนำมันมา จัดวาง ในพื้นที่ส่วนตัว (อย่างห้องน้ำหรืออุ้งมือ!) กลายเป็นเรื่องย้อนแย้งจนเกิดอารมณ์ขันขึ้นมาได้

แต่กระนั้น คำถามก็คือ-เป็นไปได้ไหม ที่ประชาธิปไตยจะไม่ได้สูงส่งจนอยู่ ห่างไกล อย่างที่เราชอบคิดกัน

เป็นไปได้ไหมว่า ประชาธิปไตยอาจอยู่ใกล้ตัวเรา และอาจถึงขั้น อยู่ในมือเรา และอยู่ที่ไหนก็ได้แม้แต่ใน ห้องน้ำ เหมือนเป็น อวัยวะส่วนตัวทางเพศของเราจริงๆ

นั่นเป็นเหตุผลที่ผมเลือกพูดคุยเรื่องประชาธิปไตย กับ ผศ.ดร.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ ผู้ได้ชื่อว่าสนใจเรื่องความหลากหลายทางเพศอันดับต้นๆของเมืองไทย!

***

พูดกันตามตรง ผมไม่ค่อยสนใจการเมืองอย่างเป็นทางการของไทย (ที่ถูกมองว่าศักดิ์สิทธิ์จริงจังจนไม่น่ามีที่ทางอยู่ในห้องน้ำ!) เท่าไหร่นัก เพราะนั่นคือการเมืองใน ความหมายแคบที่เอาเข้าจริง ผมคิดว่าไม่ได้ส่งผลกระทบกับ ปวงประชามหาชน มากมายอะไร นอกจากให้อำนาจสี่วินาทีตอนกากบาทในคูหาเลือกตั้ง แล้วก็นั่งทำตาปริบๆดูระบบตรวจสอบทั้งหลายถูกฉ้อฉลเท่านั้น

ในช่วงที่ผ่านมา ความคิดเรื่องการเมืองในหมู่นักรัฐศาสตร์ได้ขยายพรมแดนของตัวเองออกไปจนกินความมากกว่าแค่เรื่องการปกครอง รัฐสภา นักการเมือง และระบอบการปกครองอย่างประชาธิปไตยหรือสังคมนิยม นักรัฐศาสตร์เริ่มหันมามองว่า การเมืองคือเรื่องของอำนาจและความสัมพันธ์ของผู้คนผ่านอำนาจ ซึ่งเมื่อมองอย่างนี้ อำนาจจึงไม่ได้ จำกัด ตัวเองอยู่เพียงในสถาบันทางการเมืองเท่านั้น แต่อำนาจได้ แตกตัว ออกเป็นเสี่ยงๆ แทรกซอนเข้าไปอยู่ในหมู่ผู้คนแต่ละกลุ่ม และแม้กระทั่งแต่ละปัจเจกบุคคล พูดได้ว่ามี อำนาจที่มองไม่เห็น คอยกำกับตัวตน ความรู้สึก ค่านิยม พฤติกรรม และแม้แต่วิธีคิดของเราอยู่ด้วย นอกเหนือจากอำนาจอย่างเป็นทางการ

ผมรู้สึกว่า เป็นอำนาจแบบนี้นี่เอง ที่ ซับซ้อน และน่าสนใจ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่า บ้านเมืองของเราได้ย้อนกลับไปสู่ยุคของการช่วงชิง อำนาจอย่างเป็นทางการกันอีกครั้งหนึ่ง และคราวนี้ต้องถือเป็น การเปลี่ยนผ่านครั้งมหึมาในสังคมไทย ที่กว่าจะประนีประนอมหาสมดุลใหม่ได้ ก็น่าจะต้องใช้เวลาอีกยาวนาน และหากปราศจากซึ่งการวิพากษ์ตัวเอง ก็อาจต้องผ่านการสูญเสียมากกว่าที่สูญเสียไปแล้ว อันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เว้นเสียแต่ผู้ที่กระเหี้ยนกระหือรืออยากช่วงชิงอำนาจนำนั้น จนเลือกที่จะใช้ชีวิตผู้อื่นเป็นฐานเหยียบย่ำศพขึ้นสู่อำนาจ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม

อ.ชลิดาภรณ์ ไม่ได้เป็นเพียงนักรัฐศาสตร์ที่ต้องสนใจ การเมืองอย่างเป็นทางการ อยู่แล้วโดยธรรมชาติ แต่ยังเป็นผู้ที่มีความสนใจกว้างขวางหลากหลาย รวมไปถึงเป็นนักวิชาการคนสำคัญที่คอยเฝ้าจับตามอง อำนาจที่มองไม่เห็น หรือ อำนาจในห้องน้ำ อันซับซ้อนนี้จากหลากมุมมอง โดยเฉพาะมุมที่เห็นว่า อำนาจเข้ามากำกับพื้นที่ส่วนตัวของผู้คน อย่างเรื่องความหลากหลายทางเพศ เพศวิถี เพศสภาพ ไม่นับรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับและการ จัดการความจริง ต่างๆของสังคมไทยที่แนบเนียนและซับซ้อน

คำพูดติดปากของ อ.ชลิดาภรณ์ คือคำว่า ซับซ้อน ซึ่งไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร ผมคิดว่าเป็นคำที่พรรณนา จักรวาลวิทยา ของสังคมไทยได้ดีที่สุดในขณะนี้

เราอาจมองโลกอันซับซ้อนด้วยวิธีที่เรียบง่ายได้ แต่เราไม่อาจลดทอนความซับซ้อนลงได้ เว้นเสียแต่เราจะก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความซับซ้อนนั้นเสียเองจนมองไม่เห็นความซับซ้อน ซึ่งก็จะทำให้เรากลายสภาพไปเหมือนนกที่ไม่เห็นฟ้า ปลาที่ไม่เห็นน้ำ และประชาธิปไตยที่ไม่เห็นห้องน้ำ!

เราอาจคิดว่า การเมืองอย่างเป็นทางการนั้นไม่ซับซ้อนเท่าการเมืองที่ไม่เป็นทางการ เพราะมีอำนาจหลักที่มองเห็นได้ชัดผ่านสถาบันทางการเมืองต่างๆ แต่เอาเข้าจริง อำนาจที่มองเห็น ก็ถูกกำกับด้วย อำนาจที่มองไม่เห็น อีกชั้นหนึ่งอยู่ดี นั่นจึงทำให้การเมืองอย่างเป็นทางการที่ฝ่ายต่างๆพยายามจะช่วงชิงอำนาจนำ เป็นการเมืองที่ซับซ้อนและส่งผลต่อปวงประชามหาชนอย่างสูงไปด้วย

ดังนั้น หากเราลดทอนความซับซ้อนลงแล้วรีบวิ่งเข้าสู่สนามรบ ก็คล้ายรั้งสติไว้ไม่อยู่ และอาจทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงอย่างเหลือประมาณ

สำหรับผม การพูดคุยที่ปรากฏในหน้าถัดจากนี้ไป คือการทดลองนำ ประชาธิปไตยในห้องน้ำ ของเรื่องขำขันแต่ครั้งเก่าแก่ มาวิพากษ์ การเมืองอย่างเป็นทางการ หรือคือการมองให้เห็นว่าพื้นที่ของเราแต่ละคน ซึ่งแต่ก่อนแต่ไรมา ถูกมองว่าเป็นแค่ เรื่องส่วนตัว ที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับ ประชาธิปไตย อันศักดิ์สิทธิ์ จริงๆแล้วมันก็สำคัญทาบเทียบกับความศักดิ์สิทธิ์สูงส่งของการเมืองอย่างเป็นทางการด้วย ประเด็น ที่เราแต่ละคนสนใจ

นี่คือการทำเรื่องของการเมืองให้ กว้าง นี่คือการแผ่ขยายพรมแดนและเส้นขอบฟ้าของการเมืองออกไปให้ไกลที่สุด แล้วเราก็อาจค้นพบอย่างย้อนแย้งได้ว่า บางทีประชาธิปไตยก็อยู่ ใกล้ ตัวเรามากอย่างที่เราคิดไม่ถึง

สำหรับผม ถ้าประชาธิปไตยอยู่ในห้องน้ำ ในมือของเรา ในอวัยวะส่วนตัวของเรา ในเรื่องทางเพศของเราได้ มันก็จะอยู่ได้ในทุกๆเรื่อง ไม่ได้เป็นของที่ไกลเกินเอื้อมแต่ประการใด ส่วนสำหรับ อ.ชลิดาภรณ์ ทางออกของเรื่องนี้อาจอยู่ที่ การทำประชาธิปไตยให้เควียร์ (อันเป็นแนวคิดที่ประยุกต์มาจากทฤษฎีเควียร์ หรือ Queer Theory) ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วก็เป็นเรื่องเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ขอออกตัวว่า ทั้งหมดนี้จะเป็นได้แค่การเพ้อฝัน การสำเร็จความใคร่ทางวิชาการ หรือเป็น ข้อเสนอ ที่เป็นไปได้ก็ได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกมองและปฏิบัติกับมันอย่างไร

คำถามประเภท-แล้วเราควรทำอย่างไรดี, เป็นคำถามที่ผุดร่างขึ้นบ่อยครั้งในการพูดคุยครั้งนี้ ฟังดูเหมือนมืดมนหาทางออกไม่พบ แต่แท้ที่จริงแล้ว ผมว่าทางออกอยู่ในมือของเราทุกคนนั่นเอง

โดยเฉพาะเวลาที่เราเข้าห้องน้ำ!

หมายเหตุ : เป็นความจงใจที่จะทิ้งภาษาอังกฤษไว้ในบทสัมภาษณ์ เพื่อให้ความหมายของคำนั้นๆโดดขึ้นมาตวัดเท้าเตะตาคุณ

คุณมองภาพการเรียกร้องประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในตอนนี้อย่างไร

การเรียกร้องประชาธิปไตย ณ เวลานี้มันสะท้อนให้เห็นถึงอะไรสองอย่างที่มันซ้อนกัน เรื่องแรกซึ่งอาจจะพื้นฐานกว่าก็คือ คนในสังคมไทย ณ เวลานี้ไม่มีฉันทามติ (consensus) เกี่ยวกับหลักการพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน หลักการพื้นฐานที่ว่านี้เป็นหลักใหญ่ๆ ซึ่งเป็นนามธรรมมาก แล้วถ้าคุณทะเลาะกันเรื่อยๆ จนมันผลักเข้าไปชนหลักการนี้ คุณจะไม่ถอยไปกว่านั้น ในขณะนี้วิธีเถียงกันของเรา ดูดีๆ คนที่ติดตามการเมืองจะเห็นว่ามันสามารถจะเถียงได้จนถึงขั้นที่ชุมชนทางการเมืองที่เรียกว่ารัฐชาติหรือ Nation State แบบที่เป็นอยู่ ที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แตกเป็นเสี่ยงๆ ได้ ถึงขนาดว่าอีสานกับเหนือแตกเป็นรัฐอีกรัฐหนึ่งได้

แสดงว่าลึกลงไป คุณรู้สึกว่าการเถียงมันไม่มีจุดที่จะหยุด คุณผลักให้มันแตกได้ มันบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสังคมของเราว่าไม่มีที่ที่จะหยุดจริงๆ แม้ในบางเรื่องที่คนคิดว่าปกติคนไทยจะหยุด เท่าที่เห็นก็เป็นไปได้ว่าจะไม่หยุด เพียงแต่ว่าตอนนี้ลองผลักไปผลักมาอยู่ แล้วใช้อำนาจรัฐบังคับอยู่

คำถามก็คือ อะไรคือพื้นฐานของสิ่งที่เราเรียกว่ารูปแบบของประชาธิปไตยที่คนไทยต้องการ ชุมชนทางการเมืองนี้จะอยู่กันอย่างไร อะไรคือหลักการที่เราจะใช้ เช่น ในสังคมการเมืองใช้เรื่องเสรีภาพ คือเสรีภาพของปัจเจก ทำอย่างไรถึงจะไม่เลยไปกว่านี้ และตกลงแล้วคุณจะอยู่กันอย่างไร

เพราะอะไรก่อนหน้านี้ตลอดมาจึงไม่เกิดการชนหรือปะทะกันรุนแรงอย่างที่เป็นอยู่

จริงๆ ก็อาจจะปะทะกันแบบนี้เป็นช่วงๆ เสร็จแล้วคุณก็คลี่คลายมันไป ไม่ใช่คลี่คลายแบบหายทะเลาะนะ แต่พยายามทำให้อะไรบางอย่างที่ว่านี้ค่อยๆ เกิดขึ้นแล้วประนีประนอม (compromise) ให้พอจะอยู่กันได้ แต่ทีนี้อะไรบางอย่างที่ว่านั้นมันหมดอายุ (expire) ไป คือขณะนี้ คุณอยู่ในเวลาที่อะไรบางอย่างที่ว่านั้นถึงเวลาของมัน คุณจึงต้องไปหาใหม่ว่าเราจะอยู่กันอย่างไร ถึงที่สุดแล้วดิฉันรู้สึกว่าที่เราอยู่กันมาได้หลายปีที่ผ่านมานี้ มันเป็น compromise บางประการระหว่างคณะราษฎร์กับคณะเจ้า แต่ของอย่างนี้มันหมดอายุได้ เพราะมันเป็นการ compromise ณ เวลานี้ก็เลยต้องหา compromise ใหม่ ถ้าจะอยู่ด้วยกันนะ แต่ถ้าต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างไป เกิดรัฐใหม่ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ฟังดูเหมือนปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้ เป็นปัญหาใหญ่ในเชิงประวัติศาสตร์ภาพรวมที่ต่อเนื่องยาวนานมาจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. 2475

2475 ไม่ได้จบ และไม่ได้จบด้วยกบฏบวรเดชด้วย จบระดับหนึ่งด้วยกบฏบวรเดช แต่ว่ามันจะมีความต่อเนื่องอะไรบางอย่าง แล้วเราจะเห็นการพยายามหา compromise เป็นระยะๆ จริงๆ แล้วช่วงเวลาร่วมสมัยกับพวกเราที่น่าสนใจก็คือการเกิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521 อันเป็น compromise ใหญ่ของรัฐข้าราชการกับพลังนอกรัฐ แต่ไม่ใช่พลังนอกรัฐทั้งหมด ถือว่า compromise ไปได้ระดับหนึ่ง แต่ในเวลานี้ คุณต้องหาวิธีใหม่ ว่าจะอยู่กันอย่างไร

ย้อนกลับไปที่คำว่าประชาธิปไตยที่มีการเรียกร้องและพูดถึงคำนี้กันมาก แต่ถ้ากลับไปหานิยามของมันจริงๆ คุณคิดว่าเราควรนิยามคำว่าประชาธิปไตยกว้างแค่ไหน หรือควรจะนิยามจำกัดแค่ไหน

ดิฉันคิดว่าคนที่หยิบคำว่าประชาธิปไตยมาใช้แล้วนิยามไม่เหมือนกัน เป็นเพราะมองมันคนละมุม แต่โดยหลักใหญ่ทุกๆ คนอาจจะคิดคล้ายๆ กันก็คือ ประชาธิปไตยคือการปกครองโดยประชาชน แต่ทีนี้การปกครองโดยประชาชนนี่ รูปร่างหน้าตาจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับว่า คุณมีจินตนาการเกี่ยวกับประชาชนว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร เช่น บางคนมีจินตนาการว่าประชาชนโง่เขลาเบาปัญญา ซึ่งความเป็นจริงแล้วประชาชนอาจจะโง่ก็ได้นะ ซึ่งประชาชนในที่นี้รวมถึงตัวเราด้วย เพราะประชาชนก็ไม่ได้สนใจที่จะต้องรู้ทุกเรื่องตลอดเวลา ประชาชนไม่ได้รู้ทุกเรื่อง แปลว่าถ้ายกอำนาจให้ประชาชนปกครองจริงๆ ให้อำนาจในการเลือก ก็จะมีเรื่องที่คุณไม่รู้เรื่องแล้วคุณก็ตัดสินบ้าบอคอแตกไป ทีนี้บางคนก็จะมองว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับข้อมูลเพียงพอ ไม่ได้ติดตามไม่ได้สนใจประเด็นต่างๆ มากพอ จะปล่อยให้ประชาชนพวกนี้ตัดสินใจโดยตรงไปทุกเรื่อง เดี๋ยวมันจะเจ๊ง เพราะฉะนั้นก็ต้องมีกระบวนการกรอง ให้ประชาชนเลือกตัวแทนทางการเมืองเข้าไปทำหน้าที่ในการกำหนดกติกา จัดสรรทรัพยากร วางนโยบายสาธารณะแทนตัวเอง ซึ่งดิฉันเข้าใจว่านั่นคือวิธีคิดของประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน ที่หลายๆ แห่งใช้กันมาเป็นศตวรรษ

ทีนี้เมื่อเรามองว่า ประชาชนจะแสดงเจตนารมณ์ผ่านตัวแทน เราก็ไปเสียเวลากับการทำให้ระบบตัวแทนมันสมบูรณ์แบบเป็นบ้าเป็นหลัง จนในที่สุดก็ลืมไปว่า ประชาชนเขาก็พูดได้เองด้วย โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเขา มหาประชาชนของคุณควรจะมีโอกาสเปล่งเสียงเองว่าต้องการอะไร อาจจะผ่านประชามติ

ในหลายที่เลือกใช้ประชามติ ในหลายที่มีช่องทาง มีกระบวนการให้คนได้ส่งเสียงในสิ่งที่เขาเห็น จึงได้ร่วมตัดสินใจ แต่ว่าสังคมการเมืองไทยมันไปจำกัดอยู่กับการเลือกตั้ง ซึ่งคุณก็ทำให้การเลือกตั้งยากเย็นเข็ญใจเกินเหตุ ดิฉันก็เพิ่งเคยเห็นการเลือกตั้งที่มีคนมาคอยบอกว่าถ้าทำแบบนี้ผิด เลือกตั้งต้องกากบาทเท่านั้นนะ ขีดถูกไม่ได้ มันยิ่งกว่าเด็กอนุบาล หรือสมมติว่าคุณไปใช้สิทธิ์ ประชาธิปไตย 4 วินาทีของคุณ คุณก็บอกว่าจะเลือกคนดี แต่คนดีสำหรับคนไทยนั้นคืออะไร การที่เราพูดว่าใครบางคนเป็นคนดี หมายถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนมาก ทั้งในเชิงอุปถัมภ์และความสัมพันธ์ส่วนตัวอื่นๆ เพราะฉะนั้นคนดีของคุณก็อาจไม่ตรงกับคนดีที่กฎหมายหรือชนชั้นนำบอกว่าคุณควรจะเลือก ในที่สุดแล้วก็กลายเป็นว่า เกิดองคาพยพใหญ่มากมาบอกเจ้าของอำนาจ คือประชาชน ว่าควรจะเลือกตั้งอย่างไร มันประหลาด แล้วเราก็ไปเสียเวลาและเสียเงินกับกระบวนการที่ว่านี้มหาศาลมาก

จริงๆ แล้วชนชั้นนำไทยในช่วงเวลาหนึ่งจินตนาการว่า ให้ประชาชนที่โง่เขลาเสียเป็นส่วนใหญ่เลือก นาย คุณจึงไปหาคนที่เป็นชนชั้นนำมาเป็นผู้สมัครในการเลือกตั้ง ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ถ้า ส.ส.ที่ประชาชนเลือกมา พูดภาษา หน้าตา ลักษณะ และมีโลกทัศน์แบบชนชั้นกลางทั้งหมดทั้งสภาฯ เผลอๆ คนในกรุงเทพฯ และชนชั้นกลางในประเทศไทยอาจแฮปปี้มาก แต่เวลานี้เมื่อมหาประชาชนเริ่มเปล่งเสียงจริงๆ ออกมาแล้ว มันก็ได้หน้าตาแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ได้เป็นการเลือกเพราะโง่ แต่เลือกด้วยนิยามเรื่องการเลือกตั้ง เรื่องคนดี เรื่องคนที่น่าจะเข้าไปเป็นตัวแทน เผลอๆ การเลือกตั้งไทยมันไม่ใช่ระบบตัวแทน แต่มันเป็นอย่างอื่น ซึ่งทั้งหมดนี้มันเหมือนบ้าหมู่หรืออะไรไม่รู้ คือความบ้าที่ใช้เงินเยอะ เราใช้เงินไปกับการเลือกตั้งสูงมาก เพื่อจะทำให้ประชาธิปไตยแบบมีตัวแทนสมบูรณ์แบบ ซึ่งมันแปลกและเศร้าไปพร้อมๆ กัน

ดูเหมือนทฤษฎีและแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยในโลกนี้ไปไกลแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย คล้ายกับประชาธิปไตยยังเริ่มต้นไปได้ไม่เท่าไหร่เลย

ประชาธิปไตยในแต่ละที่ ตอนนี้ได้แตกเป็นรูปแบบร้อยกว่ารูปแบบ คือคำข้างหน้าที่นำมาขยายประชาธิปไตยในภาษาอังกฤษมันเยอะแยะ เกือบ 200 รูปแบบแล้วในตอนนี้ มันเป็นเพราะในแต่ละที่ที่สมาทานประชาธิปไตยแบบมีตัวแทน คุณก็จะมีปัญหาเฉพาะของคุณ พอมีปัญหาเฉพาะ ทุกคนก็แก้ปัญหาเฉพาะนั้น

ในระบบการเลือกตั้งเยอรมัน ซึ่งเป็นระบบสัดส่วน (proportional representation) ที่เราลอกมา มันก็เป็นการแก้ปัญหาของเยอรมัน คุณจะไปลอกวิธีการแก้ปัญหาของคนอื่นได้อย่างไร นอกจากบังเอิญว่าปัญหาคุณจะตรงกับเขา โจทย์ของเราคืออะไร บางทีอาจจะต้องคิดถึงโจทย์ที่ว่านั้นไปพร้อมๆ กัน

ในประเทศไทย คุณไปลอกประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ลอกที่หลัก และบางอันก็ไปลอกรูปแบบมา ทำเหมือนสมาทานประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม (liberal democracy) แต่ว่าแท้ที่จริงคุณไม่เชื่อในเสรีนิยมสักเรื่อง คุณไม่เคยเชื่อในอำนาจของปัจเจก ตอนหลังๆมานี่ เวลาที่คุณพูดว่าปัจเจกมีอำนาจ คุณก็ใช้ไปเพื่อการต่อสู้ทางการเมือง ดิฉันว่าทั้งเหลืองทั้งแดง ไม่มีใครเชื่อหรอกว่าปัจเจกมีอำนาจ คุณใช้มันพูดเพื่อที่จะทำให้คนฮึกเหิม กูยอมตาย เพื่ออะไรไม่รู้ เพราะนี่มันคืออำนาจที่อยู่ในมือคุณ

ลองดูให้ดี ว่าหลักการเรื่องเสรีภาพของปัจเจก ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือทำอะไรที่เป็นสิ่งที่ปัจเจกเลือกแล้วมันไม่หนักกบาลใคร คุณดูดีๆ สิ สังคมไทย ประชาสังคมไทย และรัฐไทย ยอมให้คุณทำมั้ย ไม่มี แต่คุณสมาทานเอาหลักการเหล่านี้ไปใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญหลายฉบับแล้วนะคะ ที่แน่ๆ คือฉบับปี 2534 แก้ไข 2540 และฉบับ 2550 ใส่หลักการพวกนี้ไว้ แต่ว่าคุณไม่ทำ ท้ายที่สุดแล้วคุณไม่มีหลักอะไรใดๆ ทั้งสิ้น

รัฐธรรมนูญแบบก๊อปปี้อาจเป็นประชาธิปไตยที่เหมาะกับประเทศไทยก็ได้ เพราะทุกอย่างเราก็ก๊อปปี้หมดจนเป็นสังคมแห่งวัฒนธรรมก๊อปปี้ไปแล้ว

ก็นี่ไง เลือกก๊อปปี้ให้ดี รัฐธรรมนูญ 2540 ไปก๊อปปี้สิ่งที่คิดว่าดีจากที่ต่างๆ ซึ่งยาวอย่างมหัศจรรย์ ฉบับ 2540 กับ 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่ยาว แล้วทำให้เห็นว่าคนร่างเป็นคนที่จุกจิกหยุมหยิม แล้วก็กลัวพวกเราจะโง่ แต่เอาเป็นว่าคุณไปเลือกสิ่งที่เขาทำๆกันมา คิดว่าอะไรที่น่าจะดี แล้วคุณก็เลือกๆ มา โดยคิดว่าการเลือกก๊อปปี้สิ่งดีๆ มารวมกันมันน่าจะดี แต่ปรากฏว่ามันเละ ก็ยิ่งมหัศจรรย์พันลึกเข้าไปใหญ่

เป็นเพราะเรายังไม่รู้จักตัวเองดีพอที่จะบอกว่าประชาธิปไตยที่เหมาะกับเราจริงๆ คืออะไรหรือเปล่า

ใช่ คือเราไม่รู้จักตัวเรา ตัวเราในที่นี้ คือ จินตนาการเกี่ยวกับชุมชนทางวัฒนธรรมขนาดใหญ่ที่เรียกว่าชาติไทย มันประกอบด้วยคนมหัศจรรย์ที่ไม่เหมือนคุณมากมาย แต่เราไม่สามารถที่จะคิดถึงคนที่ไม่เหมือนเราได้ เราคิดไม่ออกว่ามีคนคิดไม่เหมือนอย่างเราอยู่ แต่เราเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง

เป็นเพราะเราไม่รู้จักตัวเรา หรือเราไม่กล้าตั้งคำถามที่ถูกต้อง เพื่อที่จะสร้างประชาธิปไตยที่แก้ปัญหาให้กับเราได้ ประชาธิปไตยในแต่ละที่ต่างก็ถูกสร้างและนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาในสังคมหนึ่งๆ เมื่อไม่ได้ผลก็ต้องออกแบบมันใหม่ แต่ดูเหมือนสังคมไทยไม่เคยกล้าที่จะคุยถึงปัญหาจริงๆ ของเรา และออกแบบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับเราจริงๆ

ดิฉันว่าไม่มีใครคิดถึงเรื่องนี้ด้วยซ้ำ ไม่มีใครคิดว่ามันเป็นประเด็น เพราะมัวแต่ไปคิดถึงอะไรอย่างอื่น เช่น การพัฒนาทางเศรษฐกิจ พอออกมาชุมนุมประท้วง ระเบิดกันบ่อยๆ จะทำให้นักท่องเที่ยวไม่กล้ามา โจทย์มันก็เลยกลายเป็นอย่างอื่นมากกว่านึกถึงเรื่องประชาธิปไตย แล้วคนที่ออกมาพูดเรื่องประชาธิปไตยเป็นบ้าเป็นบอ มักจะเป็นพวก underdog ที่พยายามจะต่อสู้กับคนที่ถือครองอำนาจ แล้วตัวเองก็เรียกร้องประชาธิปไตยกันใหญ่โต แต่คำถามก็คือ สมมติว่า underdog เหล่านี้ได้อำนาจมาแล้วคุณจะคิดโจทย์เรื่องประชาธิปไตยต่อไหม หรือแท้ที่จริงแล้วมันเป็นแค่จินตนาการบ้าๆ บอๆ ของปัญญาชนกลุ่มเล็กๆ ซึ่งก็มีคนขบขันว่า แท้ที่จริงปัญญาชนไทยจำนวนหนึ่งก็เหมือนกบเขียด คุณเล็กนัก คุณพูดเรื่องบ้าบอคอแตกอะไรของคุณไป แต่มันไม่ได้มีผลอะไรกับสังคมการเมืองนี้เท่าไหร่

ภาพที่เห็นก็คือ นักวิชาการพูดอะไรก็อยู่แค่ในวงวิชาการ นักการเมืองก็ทำเรื่องของตัวเองไปไม่ค่อยเกี่ยวข้องกัน

จริงๆ แล้วสังคมอื่นก็ประมาณนี้เหมือนกันนะ เพียงแต่ว่าคุณจะไปมีช่องที่มันจะเกี่ยวกันได้ตรงไหนบ้าง หรือช่องที่จะเข้าไปตั้งคำถามกันตรงไหนบ้าง สังคมไทยมันไม่ค่อยมีข้อต่อ

มีคนบอกว่า การต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายแดงหรือเหลือง ต่างก็เรียกร้องประชาธิปไตยกันทั้งคู่ แต่ปัญหาก็คือ ทั้งสองฝ่ายต่างลดรูปหรือ Simplify คำว่าประชาธิปไตยลงมา โดยมองข้ามความซับซ้อนและปัญหาของประชาธิปไตยไป จนในที่สุด คำว่าประชาธิปไตยก็กลายเป็นอะไรบางอย่างที่สูงส่งจนแตะต้องไม่ได้ วิพากษ์ก็ไม่ได้ การเรียกร้องประชาธิปไตยกลายเป็นการเรียกร้องสิ่งที่ดีงามสูงสุด และกลายเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองไป คุณคิดอย่างไร

ประชาธิปไตยอย่างที่ดิฉันได้พูดมา มันกลายเป็นเพียงแค่เครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมือง คุณไม่ได้ซีเรียสกับมันด้วยซ้ำ คุณก็จะได้เห็นตรรกะแปลกๆ เช่น ออกมาบอกว่ารัฐควรจะทำเช่นนั้นเช่นนี้เพราะมหาประชาชนได้ออกมาเรียกร้อง ไม่ว่าจะเสื้อสีไหนก็เรียกร้องประมาณเดียวกันนี้ด้วย คือ รัฐบาลต้องลาออก หรือไม่ก็ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เพราะมหาประชาชนได้ออกมาชุมนุมแล้วเป็นจำนวนมาก แต่ในความเป็นจริง ยังมีมหาประชาชนอีกจำนวนมากนั่งอยู่บ้าน แล้วคุณก็ไม่รู้ว่าคนเหล่านั้นคิดอย่างไร

สมมติว่าถ้าคุณจะตัดสินแบบนั้นจริงๆ นะ วิธีที่ง่ายแต่อาจจะแพง ก็คือทำประชามติเป็นเรื่องๆ แล้วดูว่ามหาประชาชนที่ออกไปแสดงความประสงค์หรือความมุ่งมาดปรารถนาผ่านประชามตินั้นบอกว่าอย่างไร แต่เราก็ไม่ได้ไปถึงจุดนั้น เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยมันก็เป็นแค่คำที่ abstract ให้คุณใช้เป็นเครื่องมือ

แต่ที่นี้สมมติเราบอกว่าประชาธิปไตยคือการที่ประชาชนแสดงความปรารถนาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งการแสดงความปรารถนาในรูปแบบนี้ คุณใช้กระบวนการประชามติหรือว่าใช้การเลือกตั้ง แปลว่าคุณกำลังสันนิษฐานลึกๆ อยู่ในใจว่ามหาประชาชนของคุณอาจจะคิดต่างกัน แต่ความต่างนั้น compromise ได้ ซึ่งในที่สุดก็มักจะไปหาจุดร่วมกันได้ แต่ถ้าในกรณีที่มหาประชาชนของคุณยืนอยู่ในจุดที่ compromise ไม่ได้ คุณจะทำอย่างไร คือขณะนี้ดูเหมือนจะเป็นประมาณนั้นนะ ดูเหมือนเป็นจุดที่ประนีประนอมกันไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไร แปลว่ากระบวนการบ้าๆ บอๆ อะไรที่พูดกันมาทั้งหมด มันไม่ฟังก์ชัน

แต่ก่อนหน้าที่เราจะมาไกลกันถึงขนาดนี้ ยังดูคล้ายจะประนีประนอมกันได้อยู่

ไม่รู้ว่าคุณย้อนไปแค่ไหน แต่ดิฉันมองย้อนกลับไปไกลมาก คือในอดีตที่ผ่านๆ มา นับตั้งแต่ 2475 มันมีจุดประนีประนอมเป็นระยะๆ มากบ้างน้อยบ้างบางเรื่อง แต่ว่ามันต้องอาศัยการสูญเสีย เพราะฉะนั้นที่คุณบอกว่าคนในรัฐไทยที่อยู่ในอาณาบริเวณของไทย รักสงบ ไม่เลย คุณฆ่ากันสะบั้นหั่นแหลกเป็นระยะๆ แล้วพอฆ่ากันหรือมีความสูญเสียแล้ว ถึงจะนำไปสู่การประนีประนอม เพราะฆ่ากันหนึ่งครั้งแล้วมันช็อก แล้วคุณก็ประนีประนอม บางครั้งอย่างเช่นครั้งนี้ที่คุณเห็นอยู่รอบนี้ มันอาจจะต้องปะทะ เกิดความรุนแรงต่อไปอีกหลายครั้ง

แค่นี้ยังช็อกไม่พอหรือ

แหม! คุณอย่าไปคิดแบบโหมด 14 ตุลากันมากเกินไปนัก 14 ตุลานี่เกิดในช่วงที่รัฐข้าราชการเข้มแข็งมาก ควบคุมองคาพยพทั้งหมดที่ประกอบขึ้นเป็นรัฐได้มากมายมหาศาล พอเกิดมีคนลุกขึ้นสู้ มันช็อกนะ มีคนตาย นั่นคือสิ่งที่ไม่เคยเกิด แต่ขณะนี้คุณเห็นมาหลายรอบแล้ว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ถ้าจะตายกันอีกสัก 200 บางคนก็อาจจะเฉยๆ นะ มันไม่ช็อกคุณได้มากขนาดนั้นแล้ว แล้วยังมีพวก shock absorber ที่คุณมองไม่เห็นอยู่อีกจำนวนหนึ่ง

จริงๆ แล้ว พูดเรื่องประชาธิปไตยไทย ณ เวลานี้ มันเสียเวลาพูดไปพร้อมๆ กัน เพราะคุณไม่สามารถพูดไปถึง shock absorber ทั้งหลายได้

Shock absorber เป็นสิ่งเดียวกับสิ่งที่กำลังจะ expire ไปไหม

ก็ส่วนหนึ่ง

สังคมไทยต้องพึ่งพิงอยู่กับสิ่งที่กำลังจะ expire ค่อนข้างมาก หากถึงเวลาที่สิ่งนั้น expire ไปจริงๆ คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ที่จริงมันอาจไม่ได้กำลัง expire มันอาจจะ expire ไปแล้ว ในแง่ที่ไม่สามารถโอบอุ้มคนไว้อีกได้แล้ว shock absorber ที่ว่านี่ แต่ถ้าเป็นอย่างที่คุณว่า ก็อาจจะเป็น real shock ที่ทำให้เราเปลี่ยน แต่ดิฉันกลัวว่า สมมติว่าเวลานั้นมาถึง คนหลายกลุ่มจะเกิดอาการช็อก แล้วก็เกิดอาการไร้สติได้ เพราะมันจะช็อกบวกกลัว คุณไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นข้างหน้า สังคมนี้ก็ไม่ได้เตรียมอะไรสำหรับเวลาแบบนั้นไว้เลย คุณปล่อยให้มันเป็นไป

ถ้าฟังนักวิชาการไทยหลายๆ ท่านพูด ขณะนี้ระเบียบ (order) ชุดเดิมมันใช้ไม่ได้อีกแล้ว มันถึงมาถึงขนาดนี้ได้ มันไม่ได้รอ expire แต่มัน expire ไปแล้ว อะไรบางอย่างที่คุณคิดว่าเป็นหลักที่น่าจะผูกพันคนทั้งชุมชนทางการเมืองนี้ไว้ด้วยกันได้ มันไม่ทรงพลังแบบนั้นอีกแล้ว มันไม่ได้เป็นอะไรที่รอ expire แต่มัน expire ไปแล้ว เพียงแต่ว่ามันจะมีปัจจัยบางอย่างที่จะซ้ำลงมารึเปล่า ปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวพันกับเรื่องนี้รอที่จะซ้ำลงมาในสังคมการเมืองไทย แล้วตอนนั้นหวังว่าคนหลายๆ กลุ่มจะตั้งสติ และรับมือกับมันได้

แล้วในระหว่างนี้เราควรทำอะไร

ในระหว่างนี้ ข้อที่หนึ่งคือเราต้องใจเย็น เพราะถ้าคุณจะหาทางออกจากสภาพที่ order ชุดเดิมมัน expire ไปแล้ว มันไม่ทรงพลังอีกแล้ว และหลักการพื้นฐานบางประการที่จะอยู่ร่วมกันในตอนนี้ก็ไม่มี แปลว่าต้องใช้เวลาในการหาร่วมกัน ยิ่งเริ่มหาเร็วยิ่งดี เพราะมันต้องใช้เวลา แต่ต้องใจเย็น คุณจะไปกำหนด 6 เดือน เลือกตั้งใหม่ คุณจะบ้าเหรอ มันต้องใช้เวลา แล้วมันต้องเปิดให้มหาประชาชนได้พูดให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ถ้าคุณจะเปิดโอกาสให้คนได้พูด สมมติว่ามีคนมาถามว่าคุณเห็นว่าประชาธิปไตยไทยเป็นอย่างไร คุณอาจจะคิดแค่บางเรื่อง เพราะคุณไม่ได้มองไปครอบคลุมทุกอย่าง คนบางคนอยากพูดบางเรื่อง ไม่ได้อยากพูดไปทุกเรื่อง แต่คุณจะทำอย่างไรให้คนที่คิดบางเรื่องอยู่ในใจแล้วอยากจะพูดได้มีโอกาสพูดในภาษาของเขา ทุกวันนี้คุณบอกว่า นี่ไร้สาระ หยุดๆ เช่น สมมติว่าคุณเป็น transgender อยากจะพูดเรื่อง transgender ในฐานะพลเมือง พอเริ่มพูดก็มีคนมาบอกว่าหยุดๆ ไม่เกี่ยวๆ ต้องพูดเรื่องโครงสร้างทางการเมือง หรือระบบกึ่งรัฐสภา โอ้โห! transgender คนนั้นคงอยากจะพูดด้วยล่ะ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจในเวลานั้น จะทำอย่างไรให้คนได้พูดถึงสิ่งที่เขาสนใจ เพราะสิ่งที่เค้าสนใจมันจะสะท้อนว่าพื้นที่ทางการเมือง และโครงสร้างทางการเมืองมันมีหน้าตาเป็นยังไง มันถึงจะโอบอุ้ม (accommodate) อะไรที่ไม่เหมือนกันเหล่านี้ไว้ได้

สำหรับคุณ ประชาธิปไตยที่ดีควรจะ inclusive หรือ exclusive

ย้อนกลับไปที่การปกครองโดยประชาชนหรือ government by the people อีกที ไอ้ people ที่ว่า เราจินตนาการว่าหน้าตามันเป็นอย่างไร ที่บอกว่าประชาธิปไตยสมัยก่อนแบบกรีกไม่มีปัญหาเลย แท้ที่จริงแล้วมี แต่คนมันกลุ่มเล็กไง มันไม่ได้ include everybody แต่ขณะนี้มหาประชาชนของคุณประกอบด้วยคนที่หลากหลายมาก คนจำนวนมาก ไม่เหมือนกัน คำถามก็คือ ประชาธิปไตยที่ดีควร inclusive หรือไม่

สมมติว่าคุณเป็นชนชั้นนำที่ไม่สนใจว่าประชาธิปไตยจะ inclusive มั้ย คุณอยากจะกันคนจำนวนมากออกไป คุณก็ทำไม่ได้แล้วนะ เพราะบังเอิญว่ารัฐไทยได้ไปสมาทานหลักการหลายประการของเสรีนิยม แล้วทำให้คนสามารถใช้ภาษาเหล่านั้น คือถ้าคุณคุณเบียดขับเขานะ ตอนนี้เขามีเครื่องมือเรียกร้องที่จะถูก include เข้ามาในระบบการเมืองแล้ว เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยไม่ว่าจะอย่างไรมันต้อง inclusive คุณลองไม่ inclusive สิ เพราะคุณไม่ inclusive หรือเปล่า มันถึงเกิดปรากฏการณ์เหลือง-แดง คือขณะนี้มันถูกบีบอยู่ด้วยสภาวะบางอย่างที่มันจะต้องโอบอุ้มความแตกต่างเหล่านี้ไว้ให้ได้

แล้วจะต้องทำอย่างไรให้เหลือง include แดง หรือว่าแดง include เหลือง

ดิฉันเป็นคนชอบคิดง่ายๆนะ คือถามอยู่เรื่อยๆ ว่าตกลงเราจะอยู่ด้วยกันมั้ย เหมือนผัวเมียน่ะ เราจะอยู่ด้วยกันมั้ยตัวเอง ถ้าจะอยู่ด้วยกัน โจทย์มันจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง

ผัวเมียบางคู่ก็ตบตีกันทุกวัน

ใช่ คุณอยู่ด้วยการตบตี แต่ว่ากูจะอยู่ด้วยกันไง ก็ต้องมีช่องทางไป เช่นคุณจะอยู่ด้วยกันอย่างไร จะสื่อสารกันอย่างไร แล้วบางเรื่องถ้ามันคลี่คลายไปได้ระดับหนึ่ง คุณจะไม่ตบตีกันขนาดนี้หรือเปล่า นั่นเป็นโจทย์ข้อแรก อีกข้อก็คือ ไหนคุณบอกว่าคุณเป็นคนพุทธไง คนพุทธมีเมตตากรุณา คุณก็ต้องอดทนฟังคนที่ไม่เหมือนคุณได้ ไม่ต้องรักมันก็ได้ แค่ฟังมันแล้ว อุ๊ย! อีนี่คิดไม่เหมือนกู ต่างคนต่างอยู่ก็ได้ แต่คุณต้องแชร์พื้นที่ทางการเมืองร่วมกัน โดยที่คุณตระหนักว่ามีคนที่ไม่เหมือนคุณอยู่ด้วย มันจะทำอะไรก็ทำไป อย่ามายุ่งกับกูก็แล้วกัน อาจจะต้องอย่างนั้นด้วยหรือเปล่า

ดูเหมือนว่าสิ่งที่เราควรทำตอนนี้ก็คือการร่วมกันหาหลักการพื้นฐานที่จะอยู่ร่วมกันในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในแบบไทยๆ หลักการพื้นฐานต่างๆ เหล่านี้ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้ว มีหลักการอะไรบ้างที่พอจะใช้ร่วมกันได้

ดิฉันว่าหลักการพื้นฐานที่สำคัญ อย่างที่บอกข้อแรกว่าคุณจะอยู่ร่วมกันมั้ย ถ้าต่างคนต่างอยู่มันก็ไปอีกอย่างหนึ่ง แต่ถ้าจะอยู่ด้วยกันในชุมนุมทางการเมืองที่มีหน้าตาแบบเดิม คุณก็อาจจะต้องมีความอดทนอดกลั้น (tolerance) ซึ่งอาจจะต้องกลายมาเป็นหลักการใหญ่ในการอยู่ร่วมกัน หลักการใหญ่มันเป็นนามธรรม ที่เหลือก็ค่อยไปนิยามกัน หลักการนี้อาจจะเป็นหลักการที่ใหญ่มาก แต่ถ้าคุณ tolerate คนอื่นได้ แปลว่าคุณก็ต้องคิดได้เหมือนกันว่าอะไรที่คุณเรียกร้องอย่างสุดขั้ว ก็อาจเป็นไปไม่ได้

ดิฉันยกตัวอย่างเรื่องเอาเจ้าไม่เอาเจ้า ถ้าคุณบอกว่ากูไม่เอา แล้วมีคนอื่นที่ร่วมสังคมกับคุณบอกว่ากูจะเอา คุณจะทำอย่างไร วิธีเรียกร้องแบบนี้ คุณจะอยู่ด้วยกันได้มั้ย มันจะหา compromise ไม่ได้ เพราะมันจะเป็นขาว-ดำ เหลือง-แดง คือยืนอยู่คนละข้าง ซึ่งอยู่ด้วยกันไม่ได้ แล้วคุณจะทำอย่างไร

แต่ประเด็นที่ฟังดูสุดขั้วพวกนี้ ถ้าคุณปล่อยให้คนพูด พูดมาสิว่าทำไม จะเอาหรือไม่เอา พอปล่อยให้คนพูดปุ๊บ บางทีเราจะพบว่าไม่มีหรอก สิ่งที่สุดขั้ว ดิฉันไม่ค่อยเชื่อนะว่าในโลกนี้มีคนที่ extreme สุดขั้ว แต่ที่สุดขั้วกันขึ้นมา เป็นเพราะคุณรู้สึกว่าคุณถูกปฏิเสธ ไอ้ที่เป็นอยู่นี้มันไม่ accommodate กู คุณก็เลย extreme เลย แต่คุณก็ต้องนั่งฟังดีๆ ว่าทำไมคนอื่นเรียกร้องอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ต้องฟังกัน แต่โจทย์ที่สำคัญก็คือต้องปล่อยให้คนพูด แล้วต้องใช้เวลา

มีคนบอกว่า จริงๆแล้วต้องมีพื้นที่ให้คนที่สุดขั้วเป็นขาวดำด้วย คนที่อดทนอดกลั้น ก็ต้องยอมรับความไม่อดทนอดกลั้นให้ได้ด้วย

คุณพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็ดีแล้ว คุณเชื่อมั้ยว่าประชาธิปไตยมันมี dilemma ของตัวมันเองอยู่หลายชุด นี่ก็เป็น dilemma หนึ่ง คุณบอกว่าเอาล่ะเราจะยอมรับใน diversity และเราจะอดทนอดกลั้นกับความแตกต่างหลากหลายทุกรูปแบบ ปัญหาว่าถ้ามันมี differences บางรูปแบบที่บอกว่า กูไม่เอา differences แล้วจะทำอย่างไร นี่เป็น dilemma ของประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมด้วยนะ

แล้วจะทำอย่างไร

ก็ต้องย้อนกลับมาว่า หลักการพื้นฐานคือ คุณอยากพูดใช่มั้ย คุณอยากมีที่ยืน ฉันก็อยากมีที่ยืน ฉะนั้นเราต้อง tolerate กัน เพราะถ้าคุณ extreme คุณจะเอาแต่ของคุณ มันก็คงไม่สามารถอยู่ร่วมชุมชนทางการเมืองกันได้ มันขึ้นอยู่กับจินตนาการของคุณว่า มหาประชาชนของคุณมีความแตกต่างที่ compromise ได้มั้ย ถ้ามีมนุษย์บางประเภทที่ compromise ไม่ได้คุณจะทำยังไง ก็มีนักวิชาการฝรั่งเสนอหลักการว่า เอาอย่างนี้ ถ้าใครที่ไม่สามารถจะ accommodate และ tolerate คนอื่นได้ คือไม่รับหลักการในการอยู่ใน diversity แล้ว tolerate ได้ ต้องไปห่างๆ ไม่ต้องอยู่ ก็มีคนเสนอแนวคิดแบบนั้น เพราะไม่เช่นนั้นพื้นที่การเมืองจะอยู่ไม่ได้ แต่อย่างที่ดิฉันบอก ถ้าคุณปล่อยให้คนพูด คนคนนั้นก็ต้อง justify ได้ อธิบายให้คนอื่นฟังได้ถึงเหตุผลของตัวเอง ถึงการให้เหตุผลของบางคนจะทุเรศอุบาทว์สุดๆ ในรสนิยมของคนบางคน คุณก็ต้องปล่อยให้เขาพูด ในที่สุดแล้วคนพูดเองอาจจะได้ยินเสียงตัวเองแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ต้องการอะไรที่ extreme ขนาดนั้น แล้วคุณก็สามารถ compromise ได้มากขึ้น ประเด็นคือต้องได้พูดก่อน

ปัญหาของสังคมไทยก็คือมีบางเรื่องที่พูดไม่ได้

เวลาพูดเรื่องประชาธิปไตย คุณพูดอะไรไม่ได้ตั้งมากมายหลายอย่าง ประชาธิปไตยไทยนี่ ถ้าจะให้ถึงที่สุดคุณต้องพูดได้ทุกเรื่อง แต่ถ้าตัวแสดงทั้งหมดไม่ปรากฏ เหมือนคุณนั่งดูละคร แล้วพระเอกนางเอกไม่ปรากฏให้คุณดูในจอทีวี มันก็ไม่มีประโยชน์มากนัก ถ้าหากคุณจะพูดเรื่องประชาธิปไตย คุณต้องสามารถพูดถึงนางเอกพระเอกพวกนั้นที่ไม่โผล่มาให้เห็นได้ด้วย เพราะฉะนั้น ดิฉันถึงว่าการสนทนาของเราในวันนี้ โดยตัวของมันเองก็เป็น dilemma อยู่แล้วนะ เพราะพูดได้แค่บางเรื่อง แล้วบางเรื่อง คนไทยเราอยากจะพูดมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าพระเอกนางเอกทำอะไรกันบ้าง ทำให้คุณต้องมาคาดเดาเอาเอง แล้วก็นินทากันเป็นบ้าเป็นบอ ขณะนี้ฐานของการดำเนินการทางการเมืองของคนที่มีความคิดก้าวหน้า (progressive) จำนวนมากตั้งอยู่บนพื้นฐานของการนินทา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่แปลกนะสังคมนี้

ย้อนถามกลับไปเรื่องประชาธิปไตยโดยพื้นฐานอีกครั้ง ว่าจริงๆแล้วนิยามของมันคืออะไรกันแน่ และมี Dilemma อะไรบ้าง

ประชาธิปไตย หากให้นิยามก็คือการปกครองโดยประชาชน dilemma ประการแรกเลย คือประชาชนของคุณมันประกอบขึ้นด้วยใคร ถ้ามันประกอบขึ้นด้วยความต้องการที่หลากหลาย แล้วตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถจะ compromise ได้ สุดท้ายแล้วคุณต้องหาอะไรที่เป็นจุดยุติร่วมกัน ซึ่งแปลว่าถัดจากนั้น ประชาธิปไตยก็จะนำไปสู่การเผชิญหน้าครั้งใหม่ ซึ่งจะทำให้การปกครองโดยประชาชนเกิดปัญหาแน่นอน แล้วมันก็จะกลายรูป อย่างที่เห็นในประวัติศาสตร์เช่น Greek democracy กลายรูปไปเป็นจักรวรรดิ เป็นเผด็จการอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ส่วนหนึ่ง แล้วคุณก็จะมีคนส่วนหนึ่งที่ไม่สนใจในทางการเมือง ซึ่งดิฉันคิดว่าดี ถ้าทุกคนสนใจการเมืองในความหมายแคบกันหมดคงบ้ากันทั้งประเทศ แค่นี้ก็จะบ้ากันอยู่แล้ว คนบางคนก็ไม่สนใจการเมืองที่เป็นทางการ เพราะคุณก็มีเรื่องของคุณเช่น คุณกำลังอกหักแล้วมีคนกำลังยิงกัน กูกำลังอกหัก มึงฆ่ากัน กูไม่สนใจ เพราะอกหักมันเป็นเรื่องใหญ่ของคุณ หรืออาจมีปัญหาเรื่องสุขภาพก็ได้ ทุกคนมีเรื่องของตัวเอง ดิฉันว่าเผลอๆ คนที่สนใจการเมืองอย่างแข็งขันเป็นแค่กลุ่มเล็ก แล้วก็ไม่ได้สนใจตลอดเวลาด้วยนะ

เมื่อคุณมีคนอย่างนี้ แล้วถึงเวลาต้องช่วยกันตัดสินว่าเรื่องนี้จะเอาอย่างไร อย่างเรื่องแท่นขุดเจาะน้ำมันที่คนสมุยคัดค้าน ถ้าให้ทั้งประเทศลงประชามติ คนที่เหลือก็อาจจะงงๆว่ามันคืออะไรวะ ขนาดว่าคุณตามข่าวบ้างก็ยังงง เสร็จแล้วก็มาให้คนที่เหลือ คนที่ไม่ได้สนใจ แสดงความเห็น และให้ตัดสิน คุณกำลังใช้กฎหมู่ ใช้เสียงส่วนใหญ่เป็นตัวตัดสิน มันจะออกมาหน้าตาประมาณไหน เพราะคนเหล่านี้ไม่รู้เรื่อง ก็จะมีคนพยายามไป shape opinion ของคนที่ไม่รู้เรื่องเหล่านี้ แล้ว opinion ที่ถูก shape คุณนับมั้ย เพราะนี่คือเสียงของมหาประชาชน ประชาชนต้องคิดเอง แต่กูไม่อยากคิดนะ มึงจะมาบังคับอะไรกูนักหนาวะ มันจะกลายเป็นว่า ประชาธิปไตยแบบที่เราหรือนักวิชาการจินตนาการนี่ โดยตัวมันเองไม่ใช่ประชาธิปไตย

ถ้าประชาชนไม่สนใจการเมือง แต่คุณบอกว่าไม่ได้ ต้องสนใจ เมื่อความคิดเห็นของเค้าถูก shape คุณก็บอกอีกว่าประชาชนต้องคิดเอง คุณจะเรียกร้องอะไรจากเขานักหนา นี่เป็น dilemma ใหญ่นะคะ คนไม่ได้เป็นอย่างที่คุณจินตนาการ

บางทีประชาธิปไตยมันเป็น abstract concept คุณอาจเชื่อนักปรัชญาบางคนว่า เป็นรูปแบบการปกครองที่ดีที่สุด เลวน้อยที่สุด แต่เลวน้อยที่สุดนี่ ปัญหาของมันในส่วนที่เป็น dilemma นั้นโคตรยากเลยนะ เช่นองค์ประกอบของ People เป็นอย่างไร มีคนที่ ignorant คุณจะทำอย่างไร แล้วผิดหรือที่จะ ignorant คุณลองคิดถึงตัวคุณเองสิ เวลาเซ็งจัดๆ ความดันขึ้น คุณจะสนใจประเด็นทางการเมืองมั้ย ฝันไปเหอะ บางทีเราอาจจะต้องคิดถึง people ที่เป็นมนุษย์ด้วย จะให้คนมาสนใจประชาธิปไตยอย่างจินตนาการของคุณนั้น มันเป็นไปได้สำหรับคนที่ไม่ต้องคิดมากเรื่องการทำมาหากิน คือมีอาชีพหลักเช่นสอนหนังสือหรือนักเขียน คนที่เหลือมันไม่มี privilege แบบนั้น แล้วคุณจะไปเรียกร้องให้เขามีคุณสมบัติชุดนี้ เพื่อที่จะ engage ใน democracy ที่คุณฝันได้อย่างไร

ณ เวลานี้เป็นเวลาที่ดีที่จะคิดอย่างจริงจังถึงประชาธิปไตยที่ประชาชนคือคน we are all human หนังสือของนิทเช่บอกว่า Human, All Too Human คุณอย่าไปเรียกร้องอะไรที่มันมากกว่านั้น แล้วลองคิดใหม่ ว่าจะทำอย่างไร

เราไม่คิดอะไรซับซ้อนมากได้ไหม แค่ออกไปเลือกตั้งก็พอ

สมมติว่าคุณพยายามทำให้คนออกไปเลือกตั้งให้มากที่สุด สนับสนุนด้วยการบังคับ ดิฉันกลัวจังว่าถ้ามีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่แล้วมีคนบอกว่าใครไม่ไปเลือกตั้งต้องจ่ายตังค์นี่ซวยตายชัก ตอนนี้แค่ตัดสิทธิ์ 8 อย่าง คุณไม่ค่อยรู้สึก แต่ถ้าบังคับคุณให้จ่ายแบบเบลเยียมนี่อ้วกเลยนะ ที่เบลเยียม สมมติว่าคุณไม่ไปเลือกตั้งในระดับต่างๆ คุณต้องจ่ายเงิน...สมมติ 4 หมื่นบาท ต้องทำงานกี่เดือน อย่างปีนี้เลือกตั้ง ส.ก. ส.ข. แล้วปลายปีเลือก ส.ส. ถ้าคุณไม่ไปเลือกเลยนี่หมดเป็นแสนนะ

สมมติว่าคุณขอให้ออกมาออกเสียงประชาธิปไตย 4 วินาที แล้วได้นักการเมืองซึ่งใช้พรรคการเมืองที่มีกำลังเงินสูง และใช้กลไกในการ shape opinion ของมนุษย์ได้อย่างแยบยลอย่างที่สังคมไทยไม่เคยเห็น แล้วมีกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์ที่พยายามจะเข้ามาใช้อำนาจทางการเมืองโดยตรง บ้าบอคอแตกแบบนี้คุณจะทำอย่างไร

บางคนบอกว่าเรามองนักการเมืองในแง่ร้าย นักการเมืองกลายเป็นจำเลยในสังคมไทยตลอดเวลา ไม่ลองให้โอกาสกันบ้าง

นักการเมืองที่ไหนมันก็เป็นจำเลยหมดนะ ดิฉันเข้าไปอ่านเว็บบางเว็บ คนอเมริกันก็ด่านักการเมืองรีพับลิกันเหมือนกัน คือมันไม่ได้ต่างอะไรกับที่คนไทยมองนักการเมือง คุณอย่าไปฝากความหวังไว้กับผู้แทนเหล่านั้น ข้อที่หนึ่งคือเขาไม่เคยทำหน้าที่ represent คนอย่างจริงจังอยู่แล้ว แต่คุณควรหาช่องให้คนที่คุณบอกว่า ignorant ที่จะได้พูด เมื่อถึงเวลาที่เขาเดือดร้อนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง สมมติว่ามีใครจะมาเวนคืนคอนโดคุณ บอกว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ ต้องเวนคืนพื้นที่กรุงเทพฝั่งหนึ่ง คนที่ไม่เคยสนใจอะไรดูแต่ละครทีวีก็จะรู้สึก เฮ้ย! นี่บ้านกูนี่หว่า ถ้าเขาอยากจะพูด คุณต้องมีช่องทางให้ในเวลาที่เขาอยากจะพูด ในเรื่องที่เขาอยากจะพูด แล้วให้เขาเป็นคนร่วมตัดสินใจในเรื่องที่มีผลกระทบกับตัวเอง ซึ่งในชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง มันจะมีเวลาแบบนั้นบ้าง แต่ไม่ใช่ทุกวัน คุณทำได้มั้ย มันต้องดีไซน์กันใหม่

ดูเหมือนเอาเข้าจริง ประชาธิปไตยจะเหมาะกับชุมชนที่ไม่ใหญ่มากนัก เพราะถ้าเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้นมาก็อาจเปิดทางให้เกิดผู้ล่อลวงปวงประชามหาชน หรือ Demagogue ขึ้นได้

ตอนแรกมันก็ประมาณนั้นแหละ ประชาธิปไตยกรีกที่คุณใฝ่ฝันว่ามันเป็น direct democracy ก็เป็นเรื่องของคนกลุ่มเล็กมาก นักคิดเสรีนิยมคนหนึ่งพูดไว้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17-18 เขากลัวว่าถ้าคุณเปิดพื้นที่ทางการเมือง คุณใช้ representative democracy แล้วต้องเปิดพื้นที่ทางการเมือง ในที่สุดแล้วมันจะเปิดทางให้ demagogue ใช้คำพูด หรือใช้นโยบายประชานิยมดึงดูดคนยากคนจนที่ไม่ได้คิดมาก มันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว เป็น dilemma ของ liberal democracy แล้วคุณก็เห็นมันปรากฏขึ้นจริงๆ ด้วย

แต่ถ้าประชาชน ตื่น ล่ะ นักวิชาการเสื้อแดงหลายคนก็บอกว่าประชาชนทั่วไปได้ตื่นขึ้นแล้ว ไม่ได้เป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว

ดิฉันก็จะถามว่าตื่นแปลว่าอะไร ดิฉันนั่งฟังลุงป้าน้าอาที่มาร่วมชุมนุมเสื้อแดงที่กลับไปแล้ว พอเขาพูดถึงตัวเองว่าโดนอะไรบ้าง มันลึกมากเลย แต่พอให้อธิบายคำว่าประชาธิปไตยปุ๊บ มาเลย คำว่าไล่อำมาตย์อะไรอย่างนี้ หรือลุงคนหนึ่งบอกว่าผมมาร่วมชุมนุมเพราะผมไม่ได้รักทักษิณ แต่ผมมาตามหาประชาธิปไตย คำพูดแบบนี้ที่สุดแล้วคือคุณกำลังสร้างกรอบการใช้ภาษาแบบเดียวกันให้กับเขา ให้คนพูดในลักษณะเดียวกัน ซึ่งไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่ดีนะ

นี่เป็นจินตนาการของดิฉัน คืออยากเห็นประชาธิปไตยที่คนพูดด้วยภาษาของเขาเอง ลุงไม่ต้องมาตามหาประชาธิปไตยก็ได้ ลุงพูดอย่างที่ลุงว่าเมื่อกี้ได้มั้ย ไม่ต้องพูดด้วยบล็อกเดียวกัน เพราะเมื่อคุณเริ่มพูดด้วยบล็อกเดียวกัน เวลาที่ทำให้เกิดการคิดแบบเดียวกัน การพูดแบบเดียวกัน มันจะ exclude คนอื่ขึ้นมาทันที แล้วมันก็ตัดความซับซ้อน บังเอิญดิฉันชอบอยู่ในโลกที่มันซับซ้อน คุณไม่ต้องพูดเหมือนกันก็ได้ ไม่ต้องมีคนมา aggregate demand ของคุณให้เป็นเรื่องเดียวกันก็ได้

ดูเหมือนกระบวนการประชาธิปไตยซับซ้อนย้อนยอก และไม่ก้าวไปไหนตั้งแต่ 2475 จนบัดนี้ แต่ถ้าหันมาเรื่องความหลากหลายทางเพศ ดูเหมือนการต่อสู้ต่อรองเรื่องนี้ประสบความสำเร็จระดับหนึ่งในสังคมไทย ทำไมสองเรื่องนี้ถึงเป็นแบบนี้ และมันสะท้อนอะไรกันและกันบ้างไหม

คนอาจงงๆ เพราะว่าเรากำลังผลักดันกันเรื่องความหลากหลายทางเพศ (sexual diversity) แต่พอมาเกิดเสื้อเหลืองเสื้อแดง ประเด็นพวกนี้ก็ถูกกดลงให้ไปอยู่ในพื้นที่เฉพาะ อย่างกรณีความหลากหลายทางเพศ ก็มีคนสนใจกับความเป็น transgender ของตัวเอง เรื่องความเป็นเกย์ของตัวเอง ซึ่งดูเหมือนไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับประชาธิปไตย เขาไม่ได้สนใจการเลือกตั้งแบบมีตัวแทน การทำให้นักการเมืองโปร่งใส แต่เขาอยากพูดถึงตัวเองในฐานะพลเมือง ถามว่าเขาลุกขึ้นมาพูดในพื้นที่ทางการเมืองที่เป็นทางการอย่างรัฐสภาอะไรอย่างนี้ได้ไหม ก็ไม่ คุณจึงได้เห็นคนสร้างพื้นที่ให้ตัวเอง สร้างชุมชนของตัวเอง เพื่อที่จะแลกเปลี่ยนพุดคุยกัน การพูดคุยและสร้างพื้นที่แบบนี้ ในที่สุดมันทำให้ระบบการเมืองไม่ได้เป็นภาพเดียวอันใหญ่อย่างที่เราเคยจินตนาการ แต่มันเป็นการเมืองที่แตกเป็นประเด็นต่างๆหลังจากที่พูดเรื่องภาพใหญ่ประชาธิปไตยแล้ว

พอเปลี่ยนเรื่องปุ๊บ คนที่ออกมาพูด คนที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้น หน่วยงานราชการหรือนักการเมืองที่เข้ามาเกี่ยวข้อง มันจะเปลี่ยนไปเลย ถ้าเปลี่ยนไปเรื่องสุขภาพทางเพศ ก็จะเป็นคนอีกพวกหนึ่งที่ออกมาเกี่ยวข้อง ถ้าคุณคิดให้ดี การขับเคลื่อนของคนกลุ่มต่างๆ ซึ่งเขาไม่ได้อยากจะไป engage กับระบบการเมืองใหญ่ เขาอยากพูดเรื่องของเขา มันก็ทำให้ระบบการเมืองมันแตกเป็น issue area ต่างๆ แล้วบางทีประชาธิปไตยมันอาจจะเกิดขึ้นได้ใน issue area หนึ่งๆ คุณเลิกเถอะที่ว่าจะทำให้ระบบการเมืองของเราเป็นประชาธิปไตยโดยไปบังคับประชาชนเลือกตั้ง แต่ถ้ามองใหม่ว่าการเมืองมันแตกเป็นเรื่องๆ แต่ละเรื่องมีตัวแสดงของมันเอง แล้วระบบการเมืองมันจะร้อยกันอยู่ได้

ดิฉันยืนอยู่หลายที่ สนใจเรื่อง gender สนใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ ในเรื่องพวกนี้ก็มีเรื่องย่อยอีกหลายเรื่อง แค่ตัวดิฉันคนเดียวก็เข้าไปเกี่ยวหลายๆ พื้นที่เข้าไว้ด้วยกัน คุณจินตนาการใหม่ได้ไหมว่า ประชาธิปไตยคือการที่เปิดโอกาสให้ issue area เหล่านี้เกิด ให้มีที่ทางของมัน แล้วคุณก็จะเห็นผู้คนเกี่ยวข้องกันอยู่ ระหว่างคนภาครัฐ เทคโนแครต นักวิชาการ นักเคลื่อนไหว ผู้ได้รับผลกระทบ ปล่อยให้เขาได้พูดได้เถียงกันสะบั้นหั่นแหลก แล้วตัดสินใจร่วมกัน

อย่างตอนนี้ประเด็น transgender ดิฉันว่าไม่มีเสื้อแดงเข้ามา engage เขาก็จะพูดเรื่องของเขาไป เช่นเรื่องข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการแปลงเพศ ซึ่งคุณก็ไม่รู้เรื่อง คุณพูดแต่เรื่องอำมาตย์ นอกจากจะบอกว่าแพทยสภาคืออำมาตย์ ซึ่งก็ต้องปล่อยให้เขาได้พูด แล้วตัดสินอะไรบางอย่างร่วมกัน บางทีเวลาคิดถึงเรื่องประชาธิปไตยเราต้องคิดถึงในระดับที่มันเปิดพื้นที่กว้างออกไปด้วย

ฟังดูเหมือนความสัมพันธ์เชิงอำนาจหรือการเมืองเป็นเรื่องที่กว้างใหญ่ แต่ประชาธิปไตยเล็กกว่า แล้วประชาธิปไตยจะถูกหยิบมาใช้เพื่อโอบอุ้มสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเองได้อย่างไร

ใช่ คือหน่วยการเมืองมันใหญ่ people ของคุณคือคนที่อยู่ตั้งแต่แม่ฮ่องสอนจรดปัตตานี แล้วบางทีความสามารถในการโอบอุ้มมันไม่มากพอ แปลว่าคุณต้องไปหาอะไรใหม่อย่างที่บอก หากคุณจะคิดถึงประชาธิปไตยที่ใหญ่ขนาดนั้น ก็ต้องไปคิดถึงหลักอะไรที่โอบอุ้มทุกคนไว้ได้ แต่ว่าดิฉันคิดง่ายๆ คือถ้าคุณปล่อยให้...ไม่ต้องปล่อยหรอก มันเกิดขึ้นเองอยู่แล้ว มันเป็น issue area อยู่แล้ว แล้วเกี่ยวข้อง overlap กันด้วยตัวคน แล้วปล่อยให้คนได้พูด ให้เขาได้ทำอะไรของเขาไป แล้วตัดสินใจร่วมกัน บางทีประชาธิปไตยมันต้องคิดถึงหน่วยเล็ก ที่ไม่ใช่อำนาจรวมศูนย์

จริงๆแล้วองค์ประกอบสำคัญของประชาธิปไตยคืออะไร บางคนบอกว่าการเลือกตั้ง บางคนบอกว่าสิทธิขั้นพื้นฐาน บางคนบอกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเสรีภาพ

สิทธิขั้นพื้นฐานหรือเสรีภาพคือองค์ประกอบของเสรีนิยม ซึ่งถูกบังคับให้แต่งงานกับประชาธิปไตย คุณคิดว่ามันยังแต่งงานกันอยู่ แต่พอเวลาไปที่ต่างๆ ของโลก คุณก็เห็นว่ามันไม่ได้ไปด้วยกันได้เสมอไป ประชาธิปไตยแบบไทยดูเหมือนเป็น liberal democracy มาโดยตลอด แต่รัฐบาลอย่างประชาธิปัตย์ไล่ปิดเว็บ คนออกมาทำอะไรตรงแยกราชประสงค์คุณจับ ทีไปหน้ายูเนสโกไม่เป็นไร คือวิธีที่คิดทำให้เห็นว่าคุณพูดถึงประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เป็นเสรีนิยม คุณไม่เคยสมาทานเสรีนิยม เสรีนิยมเป็นสิ่งที่ชนชั้นกลางไทยบางกลุ่มคิดว่าสังคมทั้งสังคมสมาทาน แล้วก็มาเรียกร้อง แล้วก็เริ่มตระหนักว่า เฮ้ย! ไม่มีใครเอากับกูเลยนี่หว่าเรื่องเสรีนิยม คุณพูดเรื่องเสรีภาพ freedom of speech ราวกับสังคมนี้เป็นสังคมอเมริกัน ซึ่งมี First amendment แต่ของเรา สังคมยังไม่สมาทานเสรีนิยมด้วยซ้ำ มันเป็นความเพ้อเจ้อของพวกเราเอง ถ้าคุณบอกว่า ห้ามฉันคิดฉันตายดีกว่า คุณก็อาจมีปัญหาได้ เพราะคุณคิดดูดีๆ สังคมไทยหลายกลุ่มไม่ได้ใส่ใจกับเสรีนิยมเลย

แล้วเราควรทำอย่างไร

มันมีทางหนึ่งที่จะทำได้ ถ้าคุณอยากจะเห็นการปฏิรูป การเปลี่ยนแปลง อยากจะเห็นประชาธิปไตยบางแบบ อยากจะพูดถึงเสรีนิยมบางแบบ บางเรื่องคุณไม่ต้องไปพยายามให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมหรอก ดิฉันว่าการได้พูดในวงเล็กๆ พูดเรื่องนี้ไป ประชาชนทำเอง เช่นสมมติว่าเราร่วมกันจัดเรื่องหลักการเสรีนิยมบางอย่าง แต่ปล่อยให้คนทุกคนได้พูดในภาษาของเขา ไม่ได้พูดแบบนักวิชาการ คุณอาจจะพบว่าคุณมีแนวร่วมในภาคประชาชนเยอะ การเมืองภาคประชาชนของดิฉันอาจเป็นสิ่งที่ใครๆมองว่าไม่มีสาระก็ได้ อย่าง transgender เขาอยากจะพูดเรื่องของเขาเอง การจะเฉาะไม่เฉาะอะไรแบบนี้ มันก็เป็น issue ถ้าคุณปล่อยให้คนได้พูดได้แลกเปลี่ยนกัน ช่วยกันคิดเองว่าจะเปลี่ยนสังคมการเมืองนี้กันอย่างไร คุณไม่จำเป็นต้อง engage คนทุกกลุ่ม แต่ว่าคุณได้คุยกับคนที่อยากคุยกับคุณ ในที่สุดสังคมนี้มันจะเปลี่ยน

ตอนนี้การเมืองเรื่องเพศในสังคมไทยไปถึงไหนแล้ว และการเมืองเรื่องเพศเชื่อมโยงกับประชาธิปไตยอย่างไรบ้าง

เรื่องนี้เชื่อมโยงกับประชาธิปไตยได้ดีมากเลย คนที่เคลื่อนไหวการเมืองเรื่องเพศนี่ จะเห็นว่าเมื่อก่อนเขาพยายามจะ engage กับรัฐ พยายามจะเปิดประเด็น ต้องการให้รัฐตระหนัก ต้องการให้รัฐ include แต่ในระยะ 10 กว่าปีมานี้คุณเห็นการปรับทิศของการเคลื่อนไหว เช่นเรื่องบางเรื่อง คุณจะเห็นว่าทำไมมันเงียบไปเลย ไม่เห็นทำอะไรเลย เขาทำนะ เพียงแต่ว่าเขาไม่ engage กับรัฐ อย่างเช่นคุณเรียกร้องสิทธิในการตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ คุณไม่สามารถจะแก้ไขกฎหมายได้ ติดเรื่องนั้นเรื่องนี้ จนเกิดเดดล็อกเสมอ เดดล็อกแบบไทยก็คือไม่ยอมตัดสินใจ การไม่ตัดสินใจมันสะท้อนว่าคุณไม่สามารถจัดการกับการเรียกร้อง ไม่สามารถจัดการกับความขัดแย้งได้ ก็ปล่อยให้มันเดดล็อกไปเรื่อยๆ แต่กลุ่มคนที่เคลื่อนไหวเขาไม่เดดล็อกไปกับคุณ ไม่แก้กฎหมายใช่ไหม ไม่เปิดพื้นที่ใช่ไหม กูทำเองของกู แล้วคุณก็จะเห็นเครือข่ายต่างๆ ยกตัวอย่างเรื่องการทำแท้ง จะมีเครือข่ายภาคประชาชนที่ให้ข้อมูล ถ้าคุณต้องการจะยุติการตั้งครรภ์ มีที่ไปที่ปลอดภัย แต่คุณตัดสินใจเองนะว่าจะเอาอย่างไร

คุณจะเห็นการแยกออกจากรัฐ สำหรับดิฉันนี่คือ Radical democracy คุณก็มีที่ของตัวเอง มีความเห็นของตัวเอง และทำแบบที่ตัวเองอยากจะทำ คุณไม่ได้รอให้รัฐเปลี่ยนแล้วคุณจึงจะทำ คุณไม่ได้รอให้สังคมใหญ่เปลี่ยน สมมติว่าคุณบอกว่าคุณมีกลุ่มคนที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ การทำแท้งควรจะเป็นตัวเลือกหนึ่งของมนุษย์ และถ้ามนุษย์คนหนึ่งเลือก มันควรจะปลอดภัย แล้วก็เป็นเป็นบริการที่ไม่แพงเพื่อให้คนเลือกได้ ถ้ารัฐไม่สนใจ คุณก็ไม่ว่า คุณก็ทำของคุณไป มหาประชาชนที่เหลือจะบอกว่ากูไม่เอาการทำแท้ง มึงก็ไม่ต้องทำ แต่ว่าใครจะทำก็อยู่ตรงนี้

ดิฉันมองว่าสังคมมันจะเปลี่ยนด้วยวิธีแบบนี้ นี่คือการ Transform สังคม ทุกคนมีที่ยืนหมด มันแตกเป็น issue area ก็จะมีคนที่เคลื่อนไหวทำอะไรของตัวเอง คนที่คิดไม่เหมือนกัน ต่างคนต่างทำแล้วเชื่อมโยงกัน บางทีอะไรแบบนี้แหละที่จะ transform สังคมไทยโดยรวม สังคมไทยอาจเปลี่ยนแล้ว แต่ไม่รู้ตัวก็ได้ ถ้ามองเป็นเรื่องๆ ไป แต่มันเปลี่ยนในระดับที่ไม่เท่ากัน

ฟังแล้วคิดถึงคำว่า Queer จริงๆแล้ว Queer democracy มีไหม ถ้ามีแล้วมันจะหน้าตาเป็นอย่างไร

เวลาเราใช้คำว่า queering นำหน้าอะไรบางอย่าง เช่น queering heterosexuality ก็คือบอกว่า heterosexual ไม่ normal ไม่มีอะไร normal ทุกอย่าง queer หมด queer democracy ก็ควรจะมีความหลากหลาย แล้วให้ทุกคนมีที่ยืน ไม่มีอะไรที่ normal และเป็น norm ซึ่งบางคนฟังอย่างนี้แล้วจะอกแตกตาย แต่สิ่งที่ดิฉันพูดก็คือ ไม่มีอะไรเป็น norm คือ norm มีอย่างเดียวคือ tolerate กัน

สุวรรณี สุคนธา ความตาย ดอกไม้ และอำนาจที่มองไม่เห็น

สุวรรณี สุคนธา

ความตาย ดอกไม้ และอำนาจที่มองไม่เห็น

ตอนหนึ่งจากหนังสืองานศพของ สุวรรณี สุคนธา, จักรพันธุ์ โปษยกฤต เขียนไว้ว่า

ขากลับจากพิษณุโลก ข้าพเจ้านั่งเขียนจดหมายในรถไฟถึงอาจารย์ ช่างเพ้อฝันมากมายเมื่อครั้งกระนั้น ข้าพเจ้าพูดถึงความตายอย่างเห็นสวย คิดเอาเองว่าถ้าจะให้สวยต้องไปที่เกาะเสมด็ด ยามค่ำคืนพระจันทร์เต็มดวง เมื่อน้ำทะเลลดลงเห็นหาดไปไกลลิบตาโน่นแล้ว จึงค่อยๆเดินลงไปให้สุดหาด ล้มลงนอนในท่าทีอันดี แล้วหลับลง จนกระทั่งน้ำทะเลขึ้น ท่วมกายจมหายไป...อาจารย์ได้รับจดหมายข้าพเจ้าแล้วลงความเห็นด้วยว่าดีงาม ทั้งยังทำนายว่าข้าพเจ้าน่าจะเป็นนักเขียนหนังสือได้ แล้วต่อมาอีกหลายปี อาจารย์ก็ตั้งนามปากกาให้ข้าพเจ้า “ศศิวิมล”

อาจารย์ครับ ผมไม่รู้จะเขียนอะไรอีกแล้ว

เมื่อวาน น้องหนูโทร. มาถึงผม ขอให้ไปช่วยแต่งหน้าให้อาจารย์ เพราะไม่มีใครทำได้ กบก็ทำไม่ได้ ผมคิดว่าอย่างไรๆผมก็ต้องไปแต่งหน้าให้อาจารย์เป็นครั้งสุดท้าย พอไปถึง แพ็ทก็บอกว่าทำไมความตายมันถึงได้ไม่สวยเหมือนอย่างที่จักรกับแต๋วเคยวางเอาไว้เล่า ผมไม่ทราบจะตอบแพ็ทว่าอย่างไร อาจารย์ครับ ถ้าหากว่าพวกเราได้ทำสิ่งใดล่วงเกิน ดีมากไปบ้างน้อยไปบ้าง อาจารย์คงจะให้อภัยอย่าถือโกรธ เรารักและอาลัยอาจารย์ทุกคน และเชื่อว่าอาจารย์คงจะไปยังที่สงบ ปราศจากความวุ่นวาย ผิดหวัง และหม่นหมอง เหมือนอย่างในโลกที่อาจารย์เคยเจอ และพวกเรายังจะต้องเจอต่อไปอีกไม่รู้ว่าช้านานเท่าไร

แค่นี้นะครับ

จักรพันธุ์ โปษยกฤต

5 กุมภาพันธ์ 2527

1

ข้างต้นนั้น เมื่ออ่านซ้ำครั้งใด ลำคอของผมก็ยังตีบตันหม่นหมอง แม้โดยส่วนตัวแล้วจะไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกับนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่อย่าง สุวรรณี สุคนธา เลยก็ตาม

แต่เดี๋ยวก่อน-บางทีอาจจะมีก็ได้...

2

เวลาอ่านตัวอักษรของสุวรรณี สุคนธา ผมมักคิดถึงความตาย

เรื่องของน้ำพุ น่าจะเป็นงานแรกของสุวรรณี-ที่ผมได้อ่าน จะว่าไป หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในงานฌาปนกิจศพของเด็กหนุ่มคนหนึ่งเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2517 และกลายเป็นหนังสือที่เด็กรุ่นผมต้องเคยผ่านกันมาทุกคน

ด้านหลังของปกหนังสือเล่มนี้ที่อยู่ในครอบครองของผม มีข้อความเขียนไว้ว่า

แด่ผู้ผลิตเฮโรอีน และผู้ค้าขายเฮโรอีน

ขอให้ท่านร่ำรวย และประสบความสุขความเจริญ

เพราะท่านจะต้องตกนรกหมกไหม้ไม่รู้ผุดรู้เกิด

ด้วยบาปที่ยมบาลตราไว้แล้ว

จึงขอให้พรไว้แก่ท่าน ณ ที่นี้

บาปของท่านจะได้ลดน้อยลงบ้างตามควร

นั่นเป็นข้อความที่แม่คนหนึ่งเขียนไว้บนหนังสืองานศพของลูก ซึ่งผมชอบคิดอยู่บ่อยๆ ว่าเป็นการเขียนที่กล้าหาญเหลือเกิน ผู้ที่จะเขียนได้เช่นนั้น ต้องเป็นคนที่กล้าหาญ ยอมรับความจริง กล้าเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น ก็คือกล้าเผชิญหน้ากับบรรทัดฐานบางอย่างที่สังคมชอบวางไว้บนบ่าของผู้หญิงจนหนักอึ้ง

ข้อความสั้นๆนั้นแสดงให้เห็นถึงความคับแค้นของแม่คนหนึ่งที่ต้องสูญเสียลูกไปให้กับยาเสพติด ทว่าแม้คับแค้น ก็กลับเป็นความคับแค้นที่ไม่ทิ้งวี่แววเมตตา และเปี่ยมด้วยร่องรอยของอารมณ์ขันแสนขื่น แม้ในข้อความสั้นๆนี้ ผู้เขียนก็ทำให้เราเห็นความย้อนแย้งของอารมณ์ความรู้สึกภายในที่ล้ำลึกใหญ่หลวง พลุ่งพล่าน ทว่าอยู่ในความควบคุมของความเข้าใจโลก อันเป็นส่วนผสมที่งดงามระหว่างความเป็นศิลปิน ความเป็นแม่ และความแกร่งของผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ก้มหัวให้ใคร

การที่ลูกชายเสียชีวิตด้วยยาเสพติด ไม่ใช่เรื่องง่ายที่แม่คนหนึ่งจะยอมรับได้ แต่นอกจากยอมรับได้แล้ว สุวรรณียังทำในสิ่งที่คนทั่วไปไม่ทำอีกด้วย

นั่นคือการยกบทเรียนส่วนตัวนี้ให้เป็นบทเรียนของสังคม

ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด

มีคนถามข้าพเจ้าเสมอ หลังจากที่น้ำพุได้สิ้นชีวิตแล้วว่า เลี้ยงลูกยังไงถึงได้ปล่อยให้ติดเฮโรอีน

ทำให้ต้องนิ่งและไม่อาจจะหาคำตอบได้

แต่ถ้าจะให้ตอบจริงๆแล้ว ก็จะต้องโทษตัวเองว่า เลี้ยงลูกไม่เป็น

และเมื่อเหตุไรที่ลูกชายสิ้นชีวิตไปเพราะยาเสพติดจึงนำเอามาเปิดเผย เพราะไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย น่าจะอายและปิดเป็นความลับไว้มากกว่า

คำตอบตรงบรรทัดนี้มีอยู่ว่า เพราะไม่อยากให้ลูกของคนอื่นๆต้องเสียชีวิตไปเพราะยาเสพติดอีก ถ้าเรื่องของน้ำพุจะเป็นประโยชน์ต่อลูกของใครอื่นได้ ข้าพเจ้าก็จะยินดีอย่างยิ่ง และจะไม่ขออะไรอื่นนอกจากผลกุศลที่ได้เกิดจากสิ่งที่ทำไปแล้วนี้ ขอให้น้ำพุจงไปมีความสุขในโลกใหม่ หรือที่ใดก็ตามที่น้ำพุไปอยู่

ตอนหนึ่งจากคำนำใน เรื่องของน้ำพุ

ด้วยเจตนารมณ์เช่นนี้ สังคมที่พร้อมจะชี้นิ้วไปยังความบกพร่องในการเป็นแม่ของเธอ จึงต้องเปลี่ยนความคิด ความกล้าหาญทำให้เธอไม่ได้ปกป้องเพียงลูกชายของตัวเองเท่านั้น แต่ในแง่หนึ่ง เธอยังได้ร่วมปกป้องสังคมด้วยบทเรียนชีวิตที่ใหญ่หลวง และได้ทำให้น้ำพุ-ซึ่งเป็นเด็กผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่ง, ได้มีที่ทางดำรงอยู่ในความทรงจำของสังคมไทยไปตราบนานเท่านาน

สำหรับผม คุณูปการสำคัญของ สุวรรณี สุคนธา ที่มีต่อสังคมไทย ก็คือการเปิดเปลือย การเมืองเรื่องส่วนตัว ของเธอออกมาให้โลกได้รับรู้อย่างที่ไม่มีใครกล้าทำ ต่อให้เป็นยุคสมัยนี้ที่ว่ากันว่าเป็นยุคใหม่ก็ตามที เรื่องของน้ำพุเป็นตัวอย่างอันยิ่งใหญ่ของการท้าทาย อำนาจที่มองไม่เห็น ของสังคม ซึ่งเคยกดผู้คนให้จมดิ่งอยู่กับความทุกข์ทรมานของการถูกตัดสิน ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า สังคมไทยนั้นถนัดในการ พิพากษา เป็นอย่างยิ่ง เรามักไม่มองย้อนกลับไปหาเหตุปัจจัยหรือสมุหภาพทั้งปวงที่มีผลต่อปัจเจกภาพคนหนึ่ง แต่มักทำให้ปัจเจกภาพตัวเล็กๆคนหนึ่งกลายเป็น เหยื่อ ของการลงทัณฑ์ทางสังคม

การที่ปัจเจกภาพผู้ไร้อำนาจหรือ เหยื่อ จะลุกขึ้นพลิกคว่ำกลับข้างค่านิยมของอำนาจที่มองไม่เห็น ซึ่งทำหน้าที่เป็น ผู้ล่า นั้น-ช่างเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญนัก แต่ผู้หญิงคนนี้ทำได้

สำหรับผู้หญิง อำนาจที่มองไม่เห็น ในสังคมไทย คือตัวการที่ยื่นมือเข้ามากำกับทั้งความเป็นผู้หญิง ความเป็นเมีย และความเป็นแม่ อำนาจดังกล่าวคอยบงการให้ผู้หญิงต้องสมาทานตัวเองกับ กรอบเกณฑ์ และ มาตรฐาน บางอย่าง เพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็น ผู้หญิงที่ดี

แต่สุวรรณีปฏิเสธกรอบเกณฑ์เหล่านี้-ด้วยชีวิตของเธอเอง

แน่นอน การปฏิเสธกรอบเกณฑ์เหล่านี้มี ราคาที่เธอต้องจ่ายอย่างสาหัส การเลือกเดินออกจากรีตรอยของอำนาจที่มองไม่เห็น ก็คล้ายการแหวกออกจากกรงขังหนึ่งเพื่อพบว่าที่แท้แล้ว กรงนั้นยังมีกรงที่ใหญ่กว่ากักขังชีวิตของมนุษย์อยู่เป็นชั้นๆไป และแต่ละกรงล้วนมี ราคา ที่เราต้องจ่ายแตกต่างกัน

กรงยิ่งใหญ่ ยิ่งมีเสรีภาพ แต่กรงยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งมีราคาแพง

สำหรับเธอ การเลือกเดินออกมาจากกรอบกรงของชีวิตครอบครัวตามรีตรอยของอำนาจที่มองไม่เห็น ทำให้เธอต้องสมาทานตัวเองเข้ากับอาการที่นักสังคมวิทยายุคต่อมาเรียกว่าเป็น Superwoman Syndrome หรืออาการที่สังคมยุคโมเดิร์น ผลัก ให้ผู้หญิงเดินออกมาจากพื้นที่ส่วนตัวในฐานะเมียและแม่ที่ต้องอยู่ก้นครัว เดินหน้าผ่าเผยออกมาสู่พื้นที่สาธารณะ ด้วยการทำงานนอกบ้าน ขันแข่งกับผู้ชายที่เคยครอบครองพื้นที่สาธารณะนี้มาก่อน แต่ในเวลาเดียวกัน อำนาจที่มองไม่เห็นก็ยังเรืองอำนาจ และกำกับสั่งการให้ผู้หญิงต้องเดินย้อนกลับจากพื้นที่สาธารณะกลับเข้าไปทำกับข้าว เลี้ยงดูลูก และทำ กิจของลูกผู้หญิง ในพื้นที่ส่วนตัว

ผู้หญิงในยุคหนึ่ง (หรือแม้กระทั่งยุคนี้) จึงต้องทำตัวเป็น ยอดหญิง หรือ Superwoman ด้วยการทำให้ดีเยี่ยมทั้งในบ้านและนอกบ้าน อันเป็นภาระที่ยิ่งหนักหน่วงมากขึ้นกว่าการยอมตัวอยู่ในกรอบกรงเก่า เป็นนางข้างครัวอดทนให้สามีทำอะไรกับชีวิตของตัวเองก็ได้-แม้กระทั่งการพาผู้หญิงอื่นเข้ามาอยู่ในครอบครัวเดียวกัน

การปฏิเสธกรอบกรงเก่าเพื่อและกับเสรีภาพ มีราคาที่ต้องจ่ายด้วยภาวะ Superwoman Syndrome อันเป็น ราคา ที่แพงแสนแพง ตามที่สมุหภาพแห่ง สังคม เป็นผู้กำหนด

แต่ สุวรรณี สุคนธา ก็เลือกที่จะจ่าย

ในเวลานั้น เธออาจไม่รู้ว่า ราคา ที่แสนแพงนี้คืออะไรบ้าง แต่ในเวลานี้ พวกเราที่นั่งมองละครแห่งชีวิตของเธอต่างรับรู้แล้วว่า ความโหดร้ายของสมุหภาพแห่ง อำนาจที่มองไม่เห็น ได้กระทำต่อปัจเจกภาพที่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งนั้น รุนแรงมากเพียงใด

ความโหดร้ายนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มบอบบางคล้ายจะปลิวหาย เล่มที่ชื่อว่า เรื่องของน้ำพุ

อันเป็นเรื่องของความตายบางอย่าง...

2

ผมชอบคิดว่า ร่องรอยการไม่ลงรอยให้กับ อำนาจที่มองไม่เห็น ของสุวรรณี สุคนธา ปรากฏมาตั้งแต่วัยเด็ก และสะท้อนออกมาในหนังสือสองเล่ม เล่มหนึ่งคือ สวนสัตว์ อีกเล่มหนึ่งคือ สร้อยสลับสี

คุณว่ายังไงนะ พูดถึงชนชั้นใช่ไหม ถูกแล้วที่คุณพูดขึ้นมาในตอนนี้ เพราะฉันก็กำลังจะเขียนถึง...มีการแบ่งชั้นแน่ๆ อย่างน้อยก็ระหว่างลูกข้าราชการกับลูกชาวบ้าน และข้าราชการกับชาวบ้าน

จากตอนที่มีชื่อว่า น้ำผึ้งที่ในพระจันทร์

ของหนังสือ สวนสัตว์

สำหรับผม ดูเหมือนสุวรรณีจะตระหนักถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจเหล่านี้มาตลอด เธอมีที่มาจากอำเภอบางระกำ พิษณุโลก อันเป็นหนแห่งที่ถูก อำนาจ ยื่นมือเข้ามากำกับ ทั้งอำนาจที่มองเห็นได้ชัด อย่างอำนาจที่ข้าราชการใช้กับชาวบ้าน ไปจนถึงอำนาจที่มองไม่เห็น ซึ่งคอยยื่นมือเข้ามาบงการชีวิตส่วนตัว ให้เธอต้องคอยต่อสู้ต่อรองกับมันอยู่เสมอจนชั่วชีวิต

อำนาจที่มองเห็นได้ชัดมักปรากฏกับเรื่องที่เป็นทางการ และอยู่ในความสัมพันธ์ของคนที่มีสถานภาพแตกต่างกัน อย่างเช่นข้าราชการกับประชาชน, คนต่างจังหวัดกับคนกรุงเทพฯ หรือครูกับนักเรียน

ในรายการเสียเงินค่าเล่าเรียน มีค่าบำรุงห้องสมุดด้วย แต่ตลอดหลายปีที่ฉันเรียนในโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดนั้น ฉันไม่เคยได้อ่านหนังสือแม้แต่เล่มเดียว หนังสือดูเหมือนจะกลายเป็นคัมภีร์ที่มีคุณค่าสูงสุด คือลั่นกุญแจเก็บไว้ในตู้สำหรับคารวะเท่านั้น

เด็กรุ่นเราถูกสอนให้กลัวผู้ใหญ่ จนไม่กล้าไปเสียหมดทุกสิ่งทุกอย่าง เราได้รับการสั่งสอนไม่ให้เถียงเวลาผู้หญิงพูด ไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะถูกหรือจะผิด เพราะฉะนั้น ใครหรือจะกล้าถามถึงค่าบำรุงห้องสมุดและตู้หนังสือที่ลั่นกุญแจอยู่เป็นนิจนั้น

จากตอนที่ชื่อ เขียวส่องศรี ในหนังสือ สร้อยสลับสี

อำนาจที่มองเห็นได้ชัดนั้น แม้จะแรงแค่ไหนก็ต่อสู้ได้ไม่ยากนัก เพราะเป็นสิ่งที่มองเห็นตัวตนและเป้าหมายในการต่อสู้ได้ชัดแจ้ง อีกทั้งสุวรรณีมักมอง อำนาจ ที่คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่เหล่านี้อย่างขบขัน หลายครั้งเธอถึงขั้นนำมาล้อเลียนให้เห็นกันกระจะตา แน่นอน บางครั้งเธออาจอารมณ์เสียกับมันบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าคนที่กล้าหาญและมีอารมณ์ขันอย่างเธอจะรับมือได้

แม่บอกกับพวกเราว่า ถ้าหากคนของรัฐบาลติดต่อกับประชาชนแบบมะนาวไม่มีน้ำอย่างนี้แล้ว ช่องว่าง (เป็นคำที่แม่เกลียด) ระหว่างข้าราชการกับประชาชนก็จะห่างออกไปทุกที ความไม่เข้าใจกันก็จะเกิดขึ้น ตราบใดที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลหลายๆฝ่าย ยังเข้าใจว่า ตัวเองนั้นเป็นนายเหนือหัวของประชาชน

หน่อยเคยหัวเสียกลับมาจากอำเภอหรือสถานที่ราชการบ่อยครั้ง เมื่อต้องไปติดต่อทำเรื่องราวต่างๆ รอมเองก็เช่นเดียวกัน แม่จึงบอกว่า

“เอาอย่างแม่ซี พอขึ้นกระไดอำเภอก็ไหว้กราดไปให้หมดเลย”

จากตอนสุดท้ายของ วันวาร

หนังสือที่เป็นกึ่งอัตชีวประวัติ

อำนาจที่ต่อรองยากกว่า คืออำนาจที่มองไม่เห็น มันเหมือนสายลมหรือภูติผีที่คอยวนเวียนอยู่รอบตัวโดยไม่ปรากฎร่องรอย ในหนังสือ สร้อยสลับสี สุวรรณีชวนเราย้อนอดีตกลับไปพบกับทั้งเพื่อนนักเรียนและครูของเธอ เรื่องราวที่ดูเหมือนเรียบง่ายในชนบท กลับแฝงความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และวาดภาพร่างรางๆของอำนาจที่มองไม่เห็นและคิดคาดไม่ถึงเอาไว้มากมาย อาทิเช่น เรื่องราวของเด็กสาวที่แม้จะสวย แต่ไม่อาจมีชีวิตของตัวเองได้อย่างที่เธอและสังคมหมายมาด แล้วในที่สุดก็ต้องจบลงด้วยความตาย (เขาเอาศพปิ่นโมราขึ้นที่วัด หล่อนขึ้นอืดจนไม่แลเห็นเค้าความงามเลยแม้แต่น้อย เศษผ้าสีแดงหรือนัยหนึ่งเสื้อของหล่อนยังติดรุ่งริ่งอยู่ตามเนื้อตัวของศพ เป็นเสื้อสีแดงตัวที่หล่อนชอบใส่ : จากตอนที่ชื่อ ปิ่นโมรา), อำนาจทางศาสนาที่เข้ามากำกับวิถีปฏิบัติ ที่แม้จะอยากต่อต้านก็ไม่อาจทำได้ (วันนี้เป็นวันพระ ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ เป็นวันที่แม่ห้ามปาณาติบาตเด็ดขาด ถือว่าเป็นบาปอย่างแรงทีเดียว ถ้าจะจับปลาหรือฆ่าสัตว์ตัดชีวิต “เราฆ่าตลอดอาทิตย์ เว้นวันพระสักวันหนึ่งเป็นไร” แม่บอกกับฉันอย่างนั้น เพราะฉะนั้นถ้าวันอาทิตย์วันใดตรงกับวันพระ ฉันจะถือว่าเป็นวันซวย : จากตอนที่ชื่อ นิลรำไพ), การแสดงให้เห็นว่าสังคมต้องเป็นผู้ อนุมัติ การเลือกในชีวิต (“พวกเธออย่าไปหลงลมนายร้อยสำรองนะ” ครูว่าเป็นเชิงสั่งสอน “ถ้าจะแต่งก็ให้ได้แต่งกับนายร้อยจริงๆ” เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นแทนคำตอบ ฉันจำไม่ได้แล้วว่าฉันพลอยหัวเราะไปกับเขาด้วยหรือเปล่า : จากตอน ปิ่นโมรา) การควบคุมทางสังคมที่เกี่ยวโยงไปถึงการเหยียดเชื้อชาติ (ถ้าอาจารย์ชื่นใจได้เห็นมุกดา หล่อนจะนึกอย่างไรหนอ ฉันอยากให้ทั้งสองเผชิญหน้ากันนัก อาจารย์คงจะทำหน้าดูถูกเช่นที่เคย เพราะมุกดาพ้นสภาพเดิมก็เพราะยอมเป็นเมียเจ๊ก : จากตอน มุกดา)

แต่ที่น่าสนใจมากก็คือการแสดงความคิดเห็นที่แย้งกับอำนาจหลักทางสังคมในเรื่องความหลากหลายทางเพศ

คนเรามีสิทธิจะเลือกหาความสุขของตนโดยเฉพาะ ถ้าเห็นว่าสิ่งนั้นคือความสุข ครูเขียวส่องศรีเห็นว่า เมื่อมีผัวเป็นผู้หญิงมีความสุขกว่าผัวที่เป็นผู้ชาย ก็เป็นสิทธิของครูที่จะเลือก

เพื่อนชายของฉันหลายคนที่มีเมียหรือผัวเป็นเพศเดียวกันก็ถมไป...อย่าคิดว่าวิปริตเลย ความชอบเป็นสิ่งที่คนเราเลือกไม่ได้

...

ผิดด้วยหรือถ้าเราจะชื่นชอบในความงามของคนเพศเดียวกัน ความงดงามของกล้ามเนื้อของเพศชายก็มิได้มีส่วนงามมากหรือน้อย ถ้าจะเทียบกันระหว่างส่วนคดโค้งของสตรีเพศ เช่นที่นม ช่วงขา หรือแห่งอื่นๆ...ฉันว่าระหว่างหญิงกับชายมีเส้นงดงามที่ชวนให้ใจเต้นระทึกได้เท่ากัน

เพราะฉะนั้นไม่น่าแปลก ถ้าหากว่าผู้หญิงจะมีผัวเป็นผู้หญิงด้วยกัน หรือผู้ชายรักใคร่ในเพศเดียวกัน

อย่าได้ประหลาดใจเลย

จากตอนที่ชื่อ มณีเนตร

ใน สร้อยสลับสี

แต่กระนั้น สุวรรณีก็ได้แสดงให้เราเห็นว่า การ หลุด ออกจากการครอบงำของอำนาจที่มองไม่เห็นที่คอยกำกับเราอยู่นั้น-ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะหากมันเกี่ยวข้องกับตัวของเราเองอย่างใกล้ชิด

รถเมล์แต่ละคันแน่นห้อยโหนกันเป็นพวง ความเป็นอิสระมันลำบากตรงนี้แหละ และดูเหมือนแม่ก็อยากจะให้รอมหัดลำบากเสียบ้าง

“ไม่งั้นรอมจะกลายเป็นกะเทย” แม่ห่วงนักในข้อนี้ เพราะพี่น้องของรอมเป็นผู้หญิงล้วนๆ

“แม่อยากให้รอมเป็นผู้ชายจริงๆ”

จากตอนต้นของ พระจันทร์สีน้ำเงิน

การอ่าน สุวรรณี สุคนธา โดยการแกะรอยความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ปรากฏอยู่ในเรื่องต่างๆ จึงเผยให้เห็นความซับซ้อนของอำนาจที่โยงใยไปมา ดูเผินๆน่าจะเป็นเรื่องไม่น่าอ่านและชวนเครียด ทว่าด้วยความเป็นศิลปินที่มีดวงตาอันละเอียดอ่อน มองเห็นลึกลงไปถึงเส้นเงาและความงามของสีสัน เธอจึงเลือกถ่ายทอด ความจริง ของชีวิต ซึ่งมีทั้งอ่อนหวานระคนปวดร้าว-ด้วยความงามของสีสัน

นี่ก็เป็นคุณูปการอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญ

คุณูปการในการเชื่อมร้อยโลกของสีสันในดวงตาอันละมุนเข้ากับความงามของตัวอักษรอันละเมียดเพื่อตีแผ่ความโหดร้ายอย่างละไม

3

รงค์ วงษ์สวรรค์ คัดบทตอนหนึ่งจาก งูร้องไห้ ดอกไม้ยิ้ม เอามาจัดวางไว้ในคำไว้อาลัยที่เขามีให้กับเธอในหนังสืองานศพ มันคือการคัดบทตอนด้วยสายตาของพญาอินทรี ที่มองเห็นความงดงามในตัวอักษรของศิลปินแห่งสีสันอันเพริศแพร้ว-ดังต่อไปนี้...

คืนนั้นร้อนและอ้าว ใบไม้สงบไม่มีลม ฉันนั่งอยู่บนเฉลียงที่ยื่นออกไปในสระน้ำ กลิ่นดอกกระถินหอมอ่อนรวยริน ใบมันหุบ ด้วยว่าเป็นเวลาค่ำคืนแล้ว ยอดตำลึงชูช่ออวดไสว หนวดของมันชูขึ้นเบื้องบนราวกับจะเอื้อมถึงสวรรค์

ฉันได้ยินเสียงปรงแตกใบใหม่ ใบอ่อนอิ่มเอิบขดเป็นวงอ่อนช้อย ใบแก่แประน้ำหม่นหมอง ฉันนึกอยากให้ฝนตก แต่คงจะไม่ได้...

ฉันชอบดินชื้นหลังฝนตก มันมีกลิ่นพิเศษจากใบหญ้า ใบไม้ และดิน

ดงดอกดาวกระจายตะคุ่มอยู่ในความมืด ฉันเคยเข้าไปยืนท่ามกลางกลุ่มดอกไม้...

มันออกดอกสลับสล้างบนก้านระหง

ฉันชอบความรัก ฉันว่ามันเป็นศิลปะที่อยู่ในขั้นคลาสสิคทีเดียว ถ้าจะวัดกันด้วยอารมณ์สะเทือนใจ ฉันชอบความสะเทือนใจ เพราะมันทำให้เราเกิดอารมณ์...

รงค์ วงษ์สวรรค์ มองสุวรรณีได้แตกนัก-ว่า, ในงานเขียน หล่อนไม่เคยเป็นคาร์บ็อน เพเพอร์ ของใครโดยไม่ต้องสงสัย? แต่เขียนจากการรับรู้ ความทุกข์ ความสุข และความเป็นสุวรรณี สุคนธา ผลงานแบบเรื่องสั้น แน่นอน-ว่าได้รับการประเมินด้านคุณภาพจากนักวิจารณ์สูงกว่านวนิยาย บางคนว่าหล่อนเขียนเหมือนเขียนรูป ฉับไวกับสีสันและไขว่คว้าอารมณ์อย่างมีน้ำหนักกับความจริงของชีวิต และถ้าหล่อนถูกกล่าวหาว่าเป็นศิลปินในความหมาย-artist ผมไม่ปฏิเสธ!

ผมจำได้ว่า เคยอ่านจากที่ไหนสักแห่ง สมัยที่ สุวรรณี สุคนธา ยังไม่ได้เขียนหนังสือ เธอบอกเพื่อนนักเขียนคนหนึ่งในทำนองที่ว่า “ไอ้ที่พวกนักเขียนเขาเขียนๆกันน่ะ ฉันก็เขียนได้”

สุวรรณี สุคนธา เกิดในวันที่ 1 มีนาคม ของปีแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือ 2475 แต่เธอเริ่มเขียนหนังสือจริงจัง ด้วยงานเรื่องสั้นอย่าง จดหมายถึงปุก ในปี 2508 ซึ่งตีพิมพ์ใน สตรีสาร เมื่อนับนิ้วมือแล้ว แปลว่าเธอเริ่มงานเขียนครั้งแรก เมื่ออายุสามสิบกว่าปี!

โดยพื้นฐานแล้ว พูดได้ว่า สุวรรณี สุคนธา มีส่วนผสมในตัวหลายอย่าง เธอเป็นทั้ง เด็กบ้านนอก ที่ เข้ากรุงเทพฯ มาเป็นนักศึกษา โดยเรียนที่วิทยาลัยเพาะช่าง และคณะจิตรกรรมและประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร จากนั้นกลายมาเป็น ครู ด้วยการสอนศิลปะที่โรงเรียนศิลปศึกษา ก่อนจะกลายมาเป็นอาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย

ศศิวิมล เคยเล่าเอาไว้ว่า เมื่อครั้งที่ สุวรรณี สุคนธา เป็นอาจารย์นั้น เธอเป็นทั้งที่รักและที่เกรงขามของนักศึกษาไปพร้อมๆกัน ครั้งหนึ่ง นักศึกษาที่อยู่ในห้องข้างๆส่งเสียงเอะอะวุ่นวายให้รำคาญใจ อาจารย์สุวรรณีไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแต่ลุกขึ้นตบโต๊ะ และแผดสุรเสียงสีหนาทก้องฟ้าข้ามห้องออกไปว่า “หนกขู!” เพียงเท่านั้น ทุกอย่างก็สงบราบคาบ

ด้วยพื้นฐานการเป็นศิลปินนี้เอง เมื่อคิดถึงงานเขียนของสุวรรณี ผมจึงชอบคิดถึงงานเหล่านั้นในฐานะของภาพเขียนสีน้ำอันอ่อนไหว

จุดเด่นในงานเขียนของสุวรรณี ก็คือการมองเห็นสีสันของโลก และนำมาสอดร้อยไว้ในแทบทุกบทตอนอย่างศิลปินโดยแท้ ผมคิดว่า การ มองเห็น สีสันของโลกนี้ อย่างหนึ่งเป็นคุณสมบัติส่วนตัว แต่อีกอย่างหนึ่งเป็นเพราะชีวิตที่เคยอาศัยอยู่ในทุ่งดอกหญ้าสีขาวพราว ริมแม่น้ำที่ใสเสียจนมองเห็นกุ้งก้ามกรามสีน้ำเงิน ในดินแดนเปี่ยมสีสันที่คนอื่นไม่เคยเห็น โดยเฉพาะในงานเขียนถึงวัยเด็กอย่าง สวนสัตว์ ที่เพียงพลิกไปไม่กี่หน้า เราก็จะรับรู้ได้ถึงสีสันอันเจิดจ้าแจ่มใสในโลกของเธอ เธอจะเห็นสีทองของค้างพลู (พลูทอง เขาเรียกกันว่าอย่างนั้น ใบมันเป็นสีเขียวอมเหลือง แลดูเป็นทองอร่ามได้เหมือนกันในยามที่มีแดด ทว่าเป็นทองชนิดที่ปนด้วยสีเขียวสดใส : จาก เช้าวันอาทิตย์), สีของดอกจำปา (เมื่อฉันจำความได้ จำปาต้นนี้ก็ยืนระหง ชูยอดขึ้นไปบนฟ้าอย่างสง่า ให้ดอกสีส้มอ่อนๆสดสวย : จากบทเดียวกัน), ความงดงามของคุ้งน้ำและถนนในแบบของศิลปิน (ลำน้ำตอนนั้นคดโค้ง ถ้าเป็นเส้นที่ลากลงบนกระดาษ ก็เป็นเส้นชนิดที่มีความอ่อนโยนละมุนละไม ถนนสายนั้นสีแดงจัดจ้า เนื่องจากดินแถบนั้นเป็นดินสีสวยอย่างประหลาด มีดินสีเหลือง และสีแดง และดินที่ว่านี้มีอยู่ตามแม่น้ำนอกเมือง : จากบทเดียวกัน), ความงามและหอมหวนของดอกไม้ในมือ (ทุกเช้าในฤดูหนาว เราเก็บสารภีไปโรงเรียนทุกวัน และทุกวันที่มือของฉันมีละอองสีทองติดอยู่เต็ม...ไม่ใช่ทองอย่างธรรมดา ละอองทองนั้นหอมหวนอย่างไม่มีน้ำหอมชั้นดีชนิดไหนจะทำเลียนขึ้นได้ : จาก สารภีเดือนกุมภา), แม้แต่สีของอีกาตัวร้าย (นัยนต์ตาของมันดูเจ้าเล่ห์ และขี้โกงอย่างร้าย ขนดูดำขลับ จะเป็นสีน้ำเงินเลื่อมในแสงตะวัน : จาก สีทอง), หรือการวาดภาพแลนด์สเคปกว้างไกลให้เห็นด้วยตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัว (แม่น้ำยมช่วงนี้แคบที่สุด โรงสีข้างฝั่งโน้นมีปล่องไฟสูงๆปล่อยควันสีดำเป็นสายขึ้นไป มองผาดๆเหมือนเมฆสีเทาบนท้องฟ้าใสสีครามกว้างขวางมหึมาไม่มีสิ้นสุด และตัวเราเหมือนเศษธุลียืนตัวกระจ้อย : จาก หมอบุญคองกับไอ้เขียว)

แต่กระนั้น ความงาม พวกนี้ก็ไม่ได้ละทิ้งซึ่ง ความจริง แต่อย่างใด งานเขียนเรื่องสั้นของเธอมีจุดเด่นที่ภาษาและสีสัน สะท้อนการต่อสู้กับอำนาจต่างๆไว้บางเบาและซุกซ่อน ปล่อยให้การต่อสู้นั้นค่อยๆซอนสู่หัวใจขอผู้อ่านทีละน้อย งานเขียนที่เป็นนวนิยายหลายเล่มของเธอได้สะท้อน ความจริง และ การต่อสู้ อันเจ็บปวดออกมาอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็น คนเริงเมือง หรือ เดือนดับที่สบทาแต่ในขณะเดียวกัน นิยายของเธอหลายเรื่องก็ถูกตั้งข้อหาว่าเป็นงานในกลุ่ม น้ำเน่า ที่ไม่มีคุณค่าด้วย

ที่จริง สุวรรณี สุคนธา มีสำนึกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นั่นคือสำนึกของการ วิพากษ์ตัวเอง อันเป็นสิ่งที่หาได้ยาก จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม สภาวะของ Superwoman Syndrome บีบให้เธอต้อง ทำงานอันเป็นที่รัก ไปพร้อมกับการ ทำมาหาเลี้ยงลูก ซึ่งทำให้เธอต้อง ตั้งคำถาม กับตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่

นักเขียนชายหลายคนมีโอกาสตั้งคำถามได้ชัดเจนกว่าเธอว่า เขาควรเลือกอะไร ระหว่าง งาน หรือ ครอบครัว และหลายคนก็เลือกได้ ง่าย นัก เพราะมักมีผู้หญิงที่ยอมศิโรราบให้กับความเป็นผู้ชายด้วยการดูแลภาระในครอบครัวแทนเขาอยู่เสมอ เขาจึงสามารถที่จะ ทำงาน และ มีลูก ได้ โดยพุ่งเป้าความสนใจไปที่เรื่องงานเพียงอย่างเดียว

แต่นักเขียนหญิงที่อยู่ในสภาพของ แม่ (และ/หรือ เมีย) ตามการกำกับของอำนาจที่มองไม่เห็น-สามารถทำอย่างนั้นได้ไหม?

นี่เป็นข้อขัดแย้ง (Dilemma) ที่สุวรรณีต้องพบ เธอรู้ดีว่าอยากทำงานแบบไหน และรู้ดีว่างานแบบไหนที่ ตลาด ต้องการ งานแบบหนึ่งของสุวรรณี จึงเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และมีคุณค่าในเชิงวรรณกรรม ขณะที่งานอีกแบบ กลายเป็นงานที่อ่านผ่านได้โดยไม่เสียดายอะไร ทว่าเป็นงานแบบหลังต่างหาก ที่เป็น หลักฐาน ยืนยันถึงความเจ็บปวดในฐานะคนสร้างงานที่เป็นผู้หญิง ซึ่งต้องตกอยู่ในภาวะ จำยอม ผลิตงานเพื่อเงิน เพื่อนำมาเลี้ยงดูลูกๆ

แต่ที่สำคัญกว่านั้น-สุวรรณี สุคนธา ตระหนักดีถึงความเจ็บปวดนี้ และ วิพากษ์ตัวเอง ด้วยข้อกล่าวหานี้อยู่บ่อยครั้ง และปรากฎให้เห็นแม้กระทั่งใน พินัยกรรม ที่เธอเขียนถึงลูกชาย

แม่เคยเขียนหนังสือบ้างเหมือนกัน ทั้งเรื่องสั้นเรื่องยาว แต่ก็มีค่าเพียงทำให้มีเงินเลี้ยงลูกๆ อย่าเอาค่าในตัวหนังสือ เพราะมันไม่มีค่าอะไรทั้งนั้น พูดอย่างนี้บางทีแม่ชักอาย เพราะเคยอ่านเรื่องของนักเขียนหนุ่มคนหนึ่ง เขาเขียนหนังสือดีทุกเรื่อง มีอยู่ตอนหนึ่งเขากล่าวเนื้อความถึง นักเขียนโสเภณี แม่อ่านแล้วสะดุ้ง และรู้สึกชาราวกับมีคนมาตบหน้า เพราะแม่ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนักเขียน นักประพันธ์กับเขาเลย อย่างที่ว่ามาแล้ว ปัญญาแค่หางอึ่งจะอาอะไรมาให้ผู้อ่านเขาได้นอกจากเป็นนักเขียนโสเภณี คือเท่ากับการเขียนอย่างขายตัวและขายวิญญาณนั่นเอง

ถ้าแม่เลือกได้ แม่จะเลือกไม่ให้พวกลูกมาเกิดกับแม่ เพราะแม่นั้นยากจนนัก สติปัญญาที่จะเลี้ยงลูกก็ไม่มีถึงกับขายวิญญาณในการเขียนของตนเอง เขียนเพื่ออะไรเล่า นึกย้อนถามตัวเองอีกทีหรือ เปล่าเลย มิใช่ชื่อเสียงหามิได้ เพื่อเงินต่างหาก เงินที่จะให้ลูกๆนั้นเจริญต่อไปข้างหน้าโดยมีการศึกษา มีกิน มีเสื้อผ้าอย่างลูกเขาอื่น ถ้าแม่อยู่คนเดียวไม่มีลูก แม่จะนั่งบำเพ็ญตนเป็นนักเขียนที่ไม่ต้องการเงินเลยก็ได้ ผลิตงานออกมาเพื่อจะให้เป็นศิลปจริงๆอย่างที่เขาว่าศิลปเพื่อศิลป เพราะถ้าอดก็อดคนเดียว จะบำเพ็ญทุกข์กิริยาใดๆก็ไม่มีใครว่า แต่ถ้าแม่ทิ้งทอดลูกอดอยาก หรือไม่มีเงินให้การศึกษาเล่าเรียน แม่จะทนได้อย่างไร

สุวรรณี สุคนธา น่าจะเป็นนักเขียนหญิงเพียงหนึ่งเดียวที่ เชื่อม โลกของนักเขียนหญิงเข้ากับนักเขียนชายได้ในยุคสมัยของเธอ เพราะเธอห้าวหาญ ฝ่าฟัน กลั่นกล้า และตรงไปตรงมาทั้งกับตัวเองและกับผู้อื่น บทบาทในการเป็นบรรณาธิการนิตยสาร ลลนาของเธอ กล่าวได้ว่าได้ แจ้งเกิด ให้กับนักเขียนมากมาย

ผมเคยอ่านพบที่ไหนสักแห่งว่า ชาติ กอบจิตติ เคยส่งเรื่องไปที่ลลนา ตอนนั้นสุวรรณี สุคนธา ตอบกลับมาว่าให้เขาแก้ไขบางส่วนตรงนั้นตรงนี้ เขาถามไปว่าทำไมบรรณาธิการไม่แก้ไขให้ สุวรรณีตอบในทำนองที่ว่า เพราะถ้าเธอแก้ไขให้ งานก็จะไม่ใช่งานของชาติอีกต่อไป มันจะกลายเป็นงานที่เธอมีส่วนเข้าไปดัดแปลงด้วย แต่เธออยากให้เขาได้แก้ไขงานของตัวเองด้วยตัวเองมากกว่า

ผมไม่รู้ว่าเรื่องเล่านี้จริงเท็จอย่างไร แต่นึกถึงเรื่องนี้ทีไรก็รู้สึกอบอุ่น เพราะนี่คือการที่บรรณาธิการ สร้าง นักเขียนด้วยวิธีการที่ปล่อยให้นักเขียนได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง และแสดงให้เห็นว่า บรรณาธิการคนนั้นข้ามพ้น ตัวตน ของตัวเองได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เนื่องจาก ตัวตน หนึ่งของบรรณาธิการอย่างสุวรรณี สุคนธา ก็คือนักเขียน และเป็นนักเขียนชั้นครูที่เคยเป็นครูจริงๆเสียด้วย แต่เธอก็สกัด ความเป็นครู ในแบบช่างสอนสั่งออกไป เพื่อเปิดที่ทางให้ความเป็นนักเขียนที่แท้ได้งอกงามในตัวของนักเขียนหนุ่ม

ดังนี้ เมื่อเธอจบชีวิตในปี 2527 อย่างไม่คาดฝัน ในฐานะบรรณาธิการผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง-ผมจึงใจหาย

และใจหายมากยิ่งขึ้น เมื่อผู้กระทำอนันตริยกรรมกับเธอเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี และเมื่อขึ้นศาล แม่ค้าสาวๆหลายคนพากันไปให้กำลังใจพวกเขา

ผมอดคิดไม่ได้ว่า เรื่องย้อนแย้งแบบนี้นี่แหละ ที่ สุวรรณี สุคนธา ชอบนำมาเขียนถึง มันกลายเป็น ปม (Conflict) ที่นำมาผูกเรื่องเป็นนิยายหรือเรื่องสั้นได้สะเทือนใจนัก

บางทีเธออาจนั่งเขียนเรื่องความตายของตัวเองอยู่ที่ไหนสักแห่งก็ได้ ที่ซึ่งมีละอองสีทองของสารภีล่องลอยหอมหวานอยู่ในอากาศ...

4

ได้แต่คิดว่า คนเรานั้น ได้พบกัน ได้รักกัน เพื่อวันหนึ่งที่จะต้องมาถึงแน่ ๆ วันนั้นคือ...วันที่จะต้องจากกัน

ตอนจบของ ฉันรักกรุงเทพฯ

เมื่อคิดถึง สุวรรณี สุคนธา ผมมักคิดถึงการจากกัน

งานเขียนหลายเรื่องของเธอจบลงที่ความตายของใครสักคน รวมถึงเรื่องที่โด่งดังที่สุดอย่าง เขาชื่อกานต์ ด้วย

นี่เป็นงานเขียนประเภทสัจนิยมที่สะท้อน ความจริง ในสังคมออกมา ความจริงของการต่อสู้เชิงอำนาจ ซึ่งในเรื่องไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้ระหว่างอำนาจไฟแรงของคนหนุ่มกับอำนาจเถื่อนในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังซ่อนการต่อสู้กับ อำนาจที่มองไม่เห็น เอาไว้ด้วย โดยเฉพาะเรื่องของหฤทัย หญิงสาวผู้เป็นที่รักของหมอกานต์ และจบลงด้วยความตายของคนที่ทุ่มเทเพื่อผู้อื่น

หนังสือเล่มนี้ เมื่ออ่านซ้ำครั้งใด ลำคอของผมก็ยังตีบตันหม่นหมอง แม้โดยส่วนตัวแล้วจะไม่มีอะไรข้องเกี่ยวกับมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่อย่างหมอกานต์และ สุวรรณี สุคนธา เลยก็ตาม

แต่เดี๋ยวก่อน-บางทีอาจจะมีก็ได้...

ที่จริงแล้ว เป็นเรื่อง เขาชื่อกานต์ นี้เอง ที่ทำให้ผมได้บังอาจมีส่วนข้องเกี่ยวกับ สุวรรณี สุคนธา โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เพราะแม่เคยเล่าให้ฟังว่า ชื่อของผมนั้นมีที่มาจากตัวละครหนึ่งในเรื่อง ซึ่งคลับคล้ายจะเป็นตัวร้าย ทว่าก็ไม่ได้ร้ายกาจโดยไร้เหตุผล และบางหนผู้คนก็ออกจะสงสารอยู่ครามครันเสียด้วยซ้ำ

ผมจึงนึกดีใจ ที่ตัวละครชื่อเดียวกับผม มีส่วนทำให้งานเขียนชิ้นนี้สำแดงความซับซ้อนของมนุษย์ออกมาให้เห็น

และเพราะชีวิตนั้นซับซ้อนอย่างนี้เอง เราจึงควรตระหนักไว้ให้ดี ว่าอย่าด่วน พิพากษา ใคร เพราะเราไม่มีวันรู้หรอกว่า เหตุปัจจัยแท้จริงที่บ่มเพาะปัจเจกภาพหนึ่งๆให้เป็นอย่างที่เป็นนั้นคืออะไร

สุวรรณี สุคนธา มักเขียนถึงความตายและการจากพรากบ่อยๆ เธอเคยบอกว่าการร่ำลาที่สนามบินนั้นไม่น่าเศร้าเท่าการการร่ำลาที่สถานีรถไฟ...เมื่อรถไฟค่อยๆแล่นออกไป และดวงหน้าของคนที่เรารักก็ค่อยๆเคลื่อนห่าง จากช้าสู่เร็วจนลับหาย...

แต่กรนั้น ความตายก็มีหลายแบบ ความตายบางแบบไม่ได้มอบความเศร้าให้เพียงอย่างเดียว ยังมีความตายประเภทที่ทำให้ดอกไม้บานได้ด้วย

ผมชอบคิดว่า การจากไปของ สุวรรณี สุคนธา ก็เป็นความตายแบบนั้น