๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

เรื่องของหัว

1

มีนิทานจะเล่าให้ฟังครับ

นิทานเรื่องที่ว่า (แอบ) หยิบยกมาจาก นิทานเวตาล ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังสือดี ควรค่าแก่การอ่าน โชคดีที่ คุณค่าที่คุณคู่ควร เล่มนี้ ตกมาถึงมือของผมตั้งแต่สมัยเด็กๆ ทำให้ได้อ่านนิทานเวตาลมานานแล้ว


อย่างไรก็ตาม ประเด็นไม่ได้อยู่ที่จะมาโอ้อวดว่าตัวเองเป็นชนชั้นกลางที่มีโอกาสได้เสพหนังสือดีๆมาตั้งแต่ยังเด็กๆหรอกนะครับ สิ่งที่อยากเล่าสู่กันฟังก็คือว่า เวลาเราหยิบหนังสือที่เคยอ่านสมัยเด็กๆมา อ่านใหม่ นั้น เรามักจะพบอะไรแปลกใหม่ไม่คาดคิดเสมอ


การอ่านนิทานเวตาลครั้งใหม่นี้ก็เช่นกันครับ!


นิทานเวตาลสมัยที่ผมอ่านตอนเป็นเด็กๆนั้น เป็นสำนวนแปลของ น.ม.ส. ซึ่งแปลไว้เพียง 10 เรื่อง จากต้นฉบับทั้งหมด 25 เรื่อง ขณะที่นิทานเวตาลฉบับใหม่ที่นำมา อ่านใหม่นี้ มีอยู่ด้วยกันครบถ้วนทั้ง 25 เรื่อง (แปลโดย ศักดิ์ศรี แย้มนัดดา) ซึ่งคงต้องบอกเล่ากันเสียหน่อย (เผื่อใครยังไม่รู้) ว่านิทานเวตาลเป็นเรื่องของกษัตริย์วิกรมาทิตย์ ที่ถูกโยคีลวงโลกหลอกให้ไปแบกศพมาทำพิธี ปัญหาก็คือ ทุกครั้งที่ไปแบกศพมา เวตาลจะเข้าสิงสู่ศพนั้นเสมอ จากนั้นเวตาลจะเอ่ยปากเล่านิทานโดยมีข้อแม้ว่ากษัตริย์จะต้องไม่พูดอะไรตอบแม้แต่คำเดียว ถ้ากษัตริย์พูดตอบเมื่อไหร่ ศพจะกลับไปอยู่ที่เดิมให้กษัตริย์ต้องตามไปแบกมาใหม่ร่ำไป


อ่านแล้วผมสะดุดใจกับนิทานอยู่เรื่องหนึ่งครับ


มันเป็นนิทานเรื่องที่ 6


ในเรื่องนี้ เวตาลเล่าถึงชายชื่อธนวละ ที่หลงรักนางมัทนสุนทรี จนได้แต่งงานกัน และมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข แต่อยู่มาวันหนึ่ง น้องเมียของธนวละ (ซึ่งก็คือน้องชายของมัทนสุนทรี) เกิดมาเยี่ยมที่บ้าน และเชิญทั้งสองกลับไปร่วมพิธีฉลองที่บ้านเก่าของนางมัทนสุนทรี ทั้งคู่จึงออกเดินทางเพื่อกลับบ้าน


เรื่องน่าประหลาดเกิดขึ้นตรงนี้เองครับ ตรงที่ระหว่างทางกลับบ้านนั้นมีเทวาลัยของพระทุรคาเทวีอยู่ข้างทาง ธนวละก็เกิดอยากเข้าไปบูชา แต่ก็ติดอยู่ที่ว่า ทั้งสามคนล้วนแต่มามือเปล่า ไม่มีใครมีเครื่องบูชาอะไรติดไม้ติดมือมาด้วยเลย ถ้าเข้าไปบูชาแล้วจะทำอย่างไรดี


ธนวละก็เลยบอกว่าจะเข้าไปก่อน แต่พอบูชาไปบูชามา ก็เกิดคิดว่าตัวเองไม่มีอะไรมาบวงสรวงพลีกรรมให้เจ้าแม่เลยสักนิดเดียว เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยเอาดาบมาฟันฉับเข้าที่หัวตัวเอง ทำให้หัวขาดกลิ้งหล่นลงบนพื้น ตายสนิทเพื่อเป็นเครื่องบูชา


ฝ่ายน้องเมียของธนวละรอไปรอมา ไม่เห็นธนวละออกมาเสียที ก็เลยเข้าไปตามดู อีตานี่ก็ประหลาดครับ เพราะพอเข้าไปเห็นปุ๊บว่าพี่หัวขาดนอนตายอยู่ปั๊บ ก็จัดการเอาดาบมาตัดหัวของตัวเองขาดกลิ้งตายตกไปตามกันทันที ในนิทานอธิบายว่า เป็นไปด้วยความประหลาดใจ


ทีนี้ก็เหลือแต่ผู้หญิงสิครับ ผู้ชายตายกันหมดแล้วนี่ นางมัทนสุนทรีที่นั่งรอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รออยู่นอกเทวาลัย ไม่รู้จะทำฉันใด เธอก็เลยตัดสินใจตามคนทั้งสองเข้าไปข้างในเทวาลัย พอเข้าไปเห็นศพของสามีและน้องชายนอนกลิ้งอยู่อย่างไร้หัว ก็ตกใจชีวิตแทบจะออกจากร่าง


ตายแล้ว เกิดอะไรขึ้นนี่ ข้าต้องถึงความฉิบหายแน่ๆ เธอร้องออกมาพลางร้องไห้คร่ำครวญด้วยความเสียใจ


คุณคิดว่านางมัทนสุนทรีจะทำอย่างไรต่อไปครับ?


ถูกต้องแล้วคร้าบ-เธอตัดสินใจฆ่าตัวตายตามสองหนุ่มนั่นไปเหมือนกัน แต่ก่อนจะฆ่าตัวตาย เธอกล่าวสดุดีกึ่งตัดพ้อต่อเจ้าแม่ แล้วก็ขอต่อไปอีกว่า ไม่ว่าจะไปเกิดที่ไหนเมื่อไหร่อย่างไร ก็ขอให้ชายหนุ่มสองคนนี้ไปเกิดเป็นสามีและน้องทุกๆชาติไป จากนั้นเธอก็เอาเถาวัลย์มาทำเป็นบ่วง คิดว่าจะผูกคอตาย


ฉับพลันทันใดนั้น ก็มีเสียงลอยมา เป็นเสียงเจ้าแม่หรือพระเทวีที่เป็นต้นเหตุทั้งหมดนั่นแหละครับ เจ้าแม่บอกว่าพอใจกับความกล้าหาญของมัทนสุนทรี ก็เลยจะให้พร ขอให้คนทั้งสองกลับมามีชีวิตได้ใหม่ ขอให้นางมัทนสุนทรีเอาหัวกับร่างมาต่อกันแล้วทำพิธี


ปัญหาก็คือ เมื่อทำพิธีเสร็จแล้ว ปรากฏว่านางมัทนสุนทรีดันต่อหัวผิด เอาหัวผัวไปต่อตัวน้อง เอาหัวน้องไปต่อกับตัวผัว


ดังนั้น เวตาลจึงถามกษัตริย์วิกรมาทิตย์ว่า-เมื่อฟื้นขึ้นมาแล้ว ใครควรจะเป็นสามี ใครควรจะเป็นน้อง


กษัตริย์ตอบว่า


ในสองคนนี้คนใดก็ตามมีศีรษะของชายผู้เป็นสามีติดอยู่ ก็คนนั้นแหละควรเป็นสามีแท้ๆของนาง เพราะหัวเป็นส่วนสำคัญที่สุดของร่างกาย และเป็นสิ่งที่ทำให้คนเราจำได้ว่าใครเป็นใคร การที่จะชี้ว่าใครเป็นใครก็ต้องดูที่หัวของคนคนนั้นแหละ


ดังนั้น เวตาลจึงชนะ กษัตริย์ต้องกลับไปแบกศพมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง


นิทานเรื่องที่หกจบลงเพียงเท่านี้


2

แล้วผมมาเล่านิทานให้คุณฟังทำไม?


เรื่องของเรื่องก็คือ เมื่ออ่านนิทานเรื่องนี้จบปุ๊บ ผมก็เกิดความสงสัยขึ้นมาทันทีว่าตอนที่อ่านสมัยเด็กๆ ผมเกิดความสงสัยเหมือนที่กำลังสงสัยอยู่หรือเปล่า-หรือว่าไม่สงสัย


สงสัยอะไร?


ก็สงสัยว่า คำตัดสินของกษัตริย์วิกรมาทิตย์นั้น เป็นคำตัดสินที่ถูกต้องเที่ยงแท้แน่นอนและชอบธรรมจริงหรือ


ถ้าเราพูดถึง ปริมาณ (แบบประชาธิปไตย!) ร่างกายย่อมมีปริมาณเซลล์มากกว่าหัว แต่แน่ละ หัวย่อมเป็นที่ตั้งของสมอง ซึ่งเป็นผู้สั่งการให้ร่างกายทำสิ่งต่างๆ แต่หัวมีปริมาณเซลล์น้อยกว่าร่างกายแน่ๆ ที่สำคัญก็คือ ร่างกายย่อมเป็นผู้ ย่อย อาหารนำมาหล่อเลี้ยงหัว (แม้ว่าอาหารจะเข้าสู่ร่างกายทางปากที่ตั้งอยู่บนหัวก็ตามที) และหัวก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้หากปราศจากร่างกาย ในทางกลับกัน ร่างกายก็ดำรงอยู่ไม่ได้ถ้าปราศจากหัว เพราะฉะนั้น การตัดสินใจในฉับพลันทันทีว่าหัวคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของร่างกาย จึงออกจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยสำหรับผม


มันทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า ฤาชะรอยจะเป็นเพราะผู้ตัดสินเป็นกษัตริย์ (คือกษัตริย์วิกรมาทิตย์) จึงเอ่ยปากขึ้นมาว่าหัวสำคัญกว่าร่างกาย สำแดงอาการ กษัตริย์นิยมออกมาให้เราเห็นชัดๆ


การสำแดงอาการที่ว่าออกมานั้น ต้องขอย้ำว่าเป็นการสำแดงโดยไม่ได้ คิด นะครับ เพราะในต้นฉบับก็บอกไว้ว่าเป็นการเผลอพระองค์ตรัสออกไป และที่สำคัญก็คือ ถ้า คิดสักนิด ก็จะไม่พูด เนื่องจากถ้าพูดก็แปลว่าเวตาลจะชนะ ต้องย้อนกลับไปแบกศพใหม่อีกครั้ง แต่การพูดโพล่งเผลอออกมานั้น นอกจากจะเผยให้เห็นอาการกษัตริย์นิยมแล้ว ยังทำให้เราเห็นว่ากษัตริย์วิกรมาทิตย์เคยชินกับการเป็น ตุลาการ ตัดสินสิ่งต่างๆตามธรรมเนียมของกษัตริย์โบราณที่มีอำนาจสิทธิขาดในการตัดสินคดีความต่างๆทุกเรื่องด้วย แม้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ ไม่ปกติ (อย่างเช่นมีศพที่ถูกเวตาลสิงอยู่บนบ่า) ก็ยังคิดว่าจะต้องตัดสิน แม้ว่าสิ่งที่ต้องตัดสินนั้นจะเป็นแค่ เรื่องสมมุติ อย่างนิทานหลอกเด็กของผีเวตาลก็ตามที


สำหรับผม ผมก็แค่สงสัยเท่านั้นเองว่าเรื่องราวต่างๆมันตัดสินกันได้ง่ายๆเหมือนในนิทานเวตาลจริงๆหรือ ในกรณีนี้ ถ้าเรา น้อมรับ คำตัดสินของกษัตริย์วิกรมาทิตย์ ผู้รับเคราะห์ทั้งหมดของเรื่องก็คือนางมัทนสุนทรี เพราะแม้นางจะได้จูบกับหัวผัว แต่ถ้าเกิดกรณีจะต้องร่วมเพศกัน (ทั้งคู่ยังไม่มีลูก จึงอาจต้องร่วมเพศกันเพื่อให้ได้ลูกตามธรรมเนียมอินเดียโบราณ-นี่ตัดความต้องการทางเพศของผู้หญิงทิ้งไปแล้วนะครับ) นางจะต้องตะขิดตะขวงใจเป็นแน่แท้ ที่จะปล่อยให้จู๋ของน้องชายล่วงล้ำเข้ามาในร่างกายของนางเอง (เว้นแต่นางจะเป็น incest!)


อย่างไรก็ตาม นางมัทนสุนทรีไม่ใช่ผม เธอจึงไม่น่าจะเดือดร้อนคิดมากอะไรนักหนา เพราะขนาดทั้งน้องทั้งผัวตายลงเพราะสังเวยพระเทวี นางยังร่ำร้องขอพรพระเทวีอยู่เลย เพราะฉะนั้น ถ้านางออกจากนิทานมาเจอคำตัดสินของกษัตริย์วิกรมาทิตย์ นางก็คงน้อมรับคำตัดสินนั้นได้โดยดุษฎีเช่นกัน


ว่าแต่ว่า, แล้วถ้าเป็นคุณล่ะครับ คุณจะตัดสินใจอย่างไร?

กล้องถ่ายรูปและมาคิอาเวลลี

1

คุณเคยไปไหนมาไหนแล้วเจอฝูงของ นักถ่ายรูป บ้างไหม


ผมเคยได้ยินมาว่า ครั้งหนึ่ง มีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นลุกขึ้นมาชกหน้า นักถ่ายรูป ชาวไทยของเรา ได้ยินแล้วออกจะเคืองนิดหน่อย เพราะนักถ่ายรูปชาวไทยที่ว่าให้ปากคำเอาไว้ในเว็บบอร์ดว่า เขาถ่ายแต่รูปของร้านกาแฟที่มีคนญี่ปุ่นนั่งอยู่เท่านั้น ไม่ได้ถ่ายคนญี่ปุ่นเสียหน่อย ทำไมคนญี่ปุ่นต้องหวงแหนใบหน้าของตัวเองอะไรจะขนาดนั้น ถึงขั้นต้องทำร้ายร่างกายกันเลยหรืออย่างไร


อีกเรื่องหนึ่งที่เคยเห็นอยู่ในเว็บบอร์ดก็คือ มี นักถ่ายรูป ชาวไทยของเราดั้นด้นไปกินอาหารในร้านราคาแพงแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ แล้วก็ควักกล้องขึ้นมาถ่ายกันอย่างละเอียดละออ ทั้งตัวร้านไปจนถึงหน้าตาของอาหารการกิน แต่พนักงานเดินเข้ามาห้าม บอกว่าทางร้านไม่มีนโยบายให้ใครมาถ่ายรูปอย่างนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตก่อน


เล่นเอานักถ่ายรูปฉุนขาด ต่อว่าต่อขานทางร้านว่านี่จะเอารูปไปลงในเว็บบอร์ดให้เชียวนะ ถือเป็นการประชาสัมพันธ์ร้านไปในตัว ทำไมร้านถึงไม่ยอม แล้วเขาเสียเงินซื้ออาหารมาแล้ว จะถ่ายของของตัวเองแล้วใครจะทำไม


เมื่อเอามาเล่าในบอร์ด ปรากฏว่านักถ่ายรูปรายนั้นถูกเพื่อนร่วมอุดมการณ์ในเว็บบอร์ดรุมประณามยกใหญ่ว่าถ้าร้านไม่ให้ถ่ายก็ไม่ควรถ่าย


แต่กระนั้นก็ยังมีบางรายเข้ามาเห็นด้วยกับนักถ่ายรูป และประณามร้านแห่งนั้น


ตั้งแต่กล้องดิจิตอลเข้ามาแทนที่กล้องฟิล์มอย่างเป็นทางการและถาวร ผมพบว่า ไม่ว่าจะไปไหน (โดยเฉพาะในที่สวยๆ หรือในฤดูเทศกาล) ผมจะพบ กองทัพ ของนักถ่ายรูปบุกตะลุยสถานที่เหล่านั้นอยู่เสมอ โดยมักจะมีกล้องกันคนละตัวสองตัว บางคนก็ถือขาตั้งกล้องทั้งที่เป็นเวลากลางวันสว่างโร่ แต่ส่วนใหญ่แล้ว นักถ่ายรูปมักจะเป็นผู้ชายที่เดินทางมากับเพื่อนผู้หญิง (ที่อาจเป็นแฟนหรือไม่ใช่ก็ได้) แล้วเขาและเธอก็มักจะตระเวนหามุมสวยๆถ่ายรูปกันเสมอ อาทิเช่น เอาหน้ายื่นเข้าไปแนบดอกกุหลาบ (ที่อาจจะเพิ่งฉีดยาฆ่าแมลงมาเมื่อเช้า) ยืนเอามือจิ้มภูเขา (ที่จริงไม่ได้จิ้ม แต่เมื่อทำมือแบบนั้นแล้ว มุมภาพที่ออกมาจะเหมือนเธอกำลังจิ้ม!) อ้าปากกว้างเหมือนกำลังกินกวางดาวในป่าฝน (ที่จริงก็ไม่ได้กินอีกนั่นแหละ แต่เมื่ออ้าปากแล้ว มุมภาพทำให้กวางดาวมาอยู่ในปาก) แต่ส่วนใหญ่แล้วมักพยายามถ่ายรูปให้ออกมาเหมือนเว็ดดิ้งสตูดิโอให้มากที่สุด


ไม่น่าแปลกใจเลย ที่ธุรกิจถ่ายรูปจำพวกเว็ดดิ้งหรือถ่ายรูปแพ็กเกจจะมีราคาสูงลิบลิ่วถึงเป็นแสนๆบาท ก็เพราะพวกเราชอบเอาหน้าของตัวเองไป แปะ ลงกับฉากสวยๆนั่นเอง และส่วนใหญ่แล้ว ถ้าใช้กล้องดิจิตอลป๊อกแป๊กถ่ายด้วยฝีมือป๊อกแป๊ก ภาพที่ออกมาก็มักจะป๊อกแป๊กไปด้วย ถ้าจะไม่ให้ป๊อกแป๊ก แต่ ดูเหมือน ถ่ายโดยมืออาชีพ ได้ใส่ชุด ได้แต่งหน้า ก็ต้องแวะไปสตูดิโอถ่ายภาพ


ดังนั้น แต่เดิมเมื่อได้เห็นกองทัพ นักถ่ายรูป ตระเวนกันไปถ่ายตามร้านสวยๆแถวเขาใหญ่กันกรูเกรียวจนน่าขนลุกอะไรทำนองนี้ ผมจึงมักรู้สึกยินดีที่คนไทยผู้รักการถ่ายรูปจะได้ฝึกปรือฝีมือกันเป็นการใหญ่ เขาและเธอจะได้ไม่ต้องเสียดุลในกระเป๋าให้กับร้านถ่ายรูปมากนัก


แต่แล้วในยามสายวันหนึ่ง ณ ร้านกาแฟ+ร้านอาหารสวยแห่งหนึ่งบนเขาใหญ่ ผมก็ต้องตกใจแทบล้มประดาตาย เมื่อได้พบว่าส่วนใหญ่แล้ว กองทัพช่างภาพเหล่านี้สนใจก็แต่ ภาพ ที่จะได้ แต่ไม่สนใจ วิธีการ ให้ได้มาซึ่งภาพนั้นเลย


วันนั้น คนหลายร้อยไปกองกันอยู่ที่ร้านกาแฟที่ร่ำลือกันว่าสวยแห่งนั้น แล้วทุกคนก็แทบจะทุบถองเบียดเสียดยัดเยียดกันถ่ายกรอบหน้าต่างบานซ้ำ วิวสวยที่เดิมที่เพิ่งถูกถ่ายจนช้ำ ซึ่งจะแย่งกันจนถึงขั้นตบตีผมก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะครับ ถ้าหากผมจะไม่สังเกตพบว่า คนเป็นร้อยๆที่ยัดเยียดกันเข้ามา ถ่าย ในร้านกาแฟแห่งนั้นน่ะ ราวๆ 80% เข้ามา ถ่าย กันอย่างเดียว แต่ไม่ได้ควักกระเป๋าซื้อหาอะไรในร้านเขาสักนิด แต่ทำตัวกันราวกับเป็นเจ้าหญิงเจ้าชายนักถ่ายรูป กรูเกรียวกันถ่ายมุมนั้นมุมนี้ไม่มีหยุดกินกาแฟ ถ่ายเสร็จสาสมใจแล้วก็จูงมือกันกลับ


ผมยืนสั่งกาแฟอยู่หน้าเคาน์เตอร์ แต่ก็มีคนอีกราวสามร้อยคนในความรู้สึก พากันเบียดเสียดเยียดยัดเข้ามากองหน้าเคาน์เตอร์ ไม่ใช่เพื่อสั่งกาแฟ แต่เพื่อถ่ายรูป ถ่ายเสร็จแล้วก็ไป


เห็นแล้วผมอดสงสัยไม่ได้ว่า นี่คือ วิธีคิด พื้นฐานของเราชาวไทยจริงๆหรือ?


2

เมื่อเอาตัวรอดกลับมาจากกองทัพนักถ่ายรูปได้สำเร็จแล้ว ผมรู้สึกกับตัวเองอยู่ลึกๆว่า ดูเหมือนเวลานี้ บ้านเราจะมีแต่คนเชื่อว่า The Results always justify the means. หรือ ผล เป็นตัวการตัดสิน วิธีการ กันไปเสียหมดแล้ว


นักถ่ายรูปข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง แต่ตัวอย่างที่เราเพิ่งเห็นกันหยกๆก็คือเรื่องของฝ่ายพันธมิตรกับคนรักทักษิณ ไล่เรื่อยไปจนถึงนักลากตั้งจัดตั้งรัฐบาล


ถ้าฝ่ายพันธมิตรเชื่อว่า ฝ่ายทักษิณเป็นคนเลว ก็ควรย้อนกลับไปดูการกระทำของตัวเองว่า วิธีการในการเรียกร้องของตนมีความสะอาดหมดจดมากน้อยแค่ไหน และการประกาศชัยชนะนั้นน่าตลกเพียงใด ในเวลาเดียวกัน ถ้าคนรักทักษิณคิดว่าฝ่ายพันธมิตรเลว ก็ต้องย้อนกลับไปดูสาเหตุตั้งต้นด้วยว่าการทุจริตที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดมาจากใคร แต่ที่สุดของที่สุดก็คือ นักลากตั้งที่พยายามตั้งรัฐบาลกันนั้น ดูเหมือนจะพยายามไปให้ถึงจุดหมาย คือการได้เป็นรัฐบาลเท่านั้น จะผสมพันธุ์กับใครหน้าไหนก็ช่างมัน-ฉันไม่แคร์


คล้ายว่า ทุกฝ่ายเชื่อมั่นว่า เอาเหอะ จะใช้วิธีไหนก็ได้ล่ะวะ เพราะเมื่อกูชนะ เมื่อกูหันกลับมามองดูวิธีการที่กูใช้ มันย่อมเป็นวิธีการที่ถูกต้องเสมอ


ผู้ชนะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์-พวกเขาเชื่ออย่างนั้น


ผมว่ามันเป็นความเชื่อที่ห่วย!


แต่ที่ห่วยยิ่งไปกว่า ก็คือความคิดแบบนี้ไม่ได้เป็นความคิดของนักการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นความคิดของคนไทยทั่วๆไปด้วย และที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนที่สุดในหน้าเทศกาล ก็คือการตระเวนถ่ายรูป แล้ว ทำอย่างไรก็ได้ ให้ใบหน้าของคนที่ตัวเองถ่ายไปแปะอยู่บนวิวช้ำๆสวยๆทั้งหลาย


ผลก็คือ เราได้กองทัพนักถ่ายรูปที่ไม่มีความเกรงใจคนอื่น ถ่ายข้ามหัวคนอื่น ถ่ายรูปโดยไม่มีความเคารพต่อเจ้าของสถานที่ เอะอะเฮฮาสนุกสนานเพราะถือว่าเป็นวันพักผ่อนของฉัน ไม่เกรงใจคนอื่นๆที่มาใช้สถานที่เดียวกัน (ผมไม่แปลกใจอีกแล้ว ที่นักถ่ายรูปบางคนจะถูกนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นลุกขึ้นมาตั๊นหน้า หรือร้านบางร้านจะต้องออกกฎถึงขั้นสั่งห้ามถ่ายรูป!)


เราไม่พบนักถ่ายรูปที่ละเอียดประณีตอีกต่อไป ไม่เหมือนเมื่อนักถ่ายรูปยังใช้กล้องฟิล์มอยู่ พวกเขาต้องเล็งแล้วเล็งอีก กว่าจะกล้ากดชัตเตอร์


หรือว่าเอาเข้าจริงแล้ว เรื่องราวทั้งหมดนี้จะเป็นเพียงเพราะเรื่องเงิน-เพราะฟิล์มมันแพงจึงต้องประหยัด แต่จิตสำนึกนั้นราคาถูกพอๆกับพิกเซลในกล้องดิจิตอล!



3

วิธีคิดแบบ ทำอย่างไรก็ได้ ด้วยวิธีไหนก็ได้-ให้ชนะ นั้น มักว่ากันว่าเป็นวิธีคิดแบบมาคิอาเวลเลียน (มาจากชื่อของนิโคโล มาคิอาเวลลี นักปรัชญาการเมืองอิตาลี) แต่ขนาดมาคิอาเวลลีก็ยังเน้นย้ำเรื่อง virtue หรือคุณธรรมในทางการเมือง (ที่ไม่เหมือนคุณธรรมทางศาสนา) นั่นก็คือการใช้ทั้งกำลังอำนาจและความ อดทน สุขุม ไตร่ตรอง ร่วมกัน มาคิอาเวลลีบอกไว้ว่า ผู้ปกครองที่ดีนั้น ต้องทำตัวเป็นทั้งสิงโตและหมาจิ้งจอก


ผมอยากรู้ว่า ณ นาทีนี้ เราเห็นใครเป็นสิงโตได้บ้างไหม-ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง, นักต่อสู้เรียกร้อง, นักถ่ายรูป,


หรือว่าเห็นแต่หมาบ้า!

มืด vs สว่าง

1

ระยะหลังมานี้ ผมได้ยินคนนำคำสอนเรื่องเกี่ยวกับมืดและสว่างในพุทธศาสนามาเผยแพร่อยู่บ่อยครั้ง


ได้ยินแล้วผมก็เกิดความสงสัยขึ้นมาตะหงิดๆ ว่าการนำคำสอนเหล่านี้มาพูดกันแบบ ง่ายๆ นั้น จะทำให้เรา งงๆ และเผลอไผลเข้าใจผิดไปได้ ง่ายๆ ไหม


ผมคิดว่า อะไรที่สอนสั่งกันอย่าง ง่ายๆ ก็มีโอกาสมากมายไม่น้อย ที่จะเข้าใจผิดกันได้ ง่ายๆ ไม่น้อย


โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งที่คนไทยเรียกว่า ธรรมะ


เรื่องของความมืดและสว่างนี้ เป็นเพียงแค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น!


2

เรื่องของเรื่องก็คือ คำสอนที่ว่า เป็นคำสอนเกี่ยวกับมนุษย์เรา ว่ามีอยู่ด้วยกันสี่จำพวก


จำพวกแรกก็คือ มืดมา-มืดไป, จำพวกที่สองคือ มืดมา-สว่างไป, จำพวกที่สามคือ สว่างมา-มืดไป และสุดท้ายก็คือ สว่างมา-สว่างไป


แล้วก็มีการอธิบายกันไปต่างๆนานา โดยคำอธิบายที่ ป๊อบฯ ที่สุด ก็คือคำอธิบายที่อ้างว่านำมาจาก พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย (คำว่า อังคุตตรนิกาย นั้น มีผู้เขียนผิดเป็น อังคุตรนิกาย เยอะทีเดียวครับ แถมบางคนก็เข้าใจผิดนึกว่าเป็น นิกาย อะไรสักอย่าง จริงๆแล้วหมายถึงชุมนุมพระสูตรที่รวมเข้าไว้เป็นหมวดๆ เรียกว่า นิบาต ภาษาอังกฤษบอกว่าหมายถึง Collection of Numerical Sayings เพราะฉะนั้นไม่ใช่เป็น นิกาย หรือ sect ทางศาสนาแบบนิกายต่างๆอะไรทั้งนั้นหรอกนะครับ)


คำอธิบายนั้นบอกว่า คนที่ มืดมา ก็คือพวกที่เกิดในตระกูลต่ำ หรือไม่ก็เป็นคนขี้ริ้วขี้เหร่ เตี้ยแคระ มีโรค ตาบอด เป็นง่อย หรือพิการ อะไรทำนองนี้


ส่วนพวก สว่างก็คือคนที่เกิดในตระกูลสูง มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีเงินทอง มีข้าวของเครื่องใช้ หน้าตาดี รูปร่างสะสวย ผิวพรรณงดงาม มียวดยาน ดอกไม้ เครื่องหอมอยู่มาก


ทีนี้ถ้า มืดมา-สว่างไป ก็คือพวกตระกูลต่ำ หรือหน้าตาไม่ดี หรือพิการ ฯลฯ แต่เกิดประพฤติสุจริตทั้งกาย วาจา ใจ พอตายไปก็เลยเรียกว่าได้ สว่างไป มีสว่างไปภายหน้า อะไรอย่างนี้เป็นต้น


ได้ฟังคำอธิบายทำนองนี้ ปัญหาของผมมันก็เกิดขึ้นสิครับ!


ปัญหาของผมก็คือ ผมคิดว่า คำอธิบาย มืดๆสว่างๆ อะไรพวกนี้ เป็นคำอธิบายของสังคมอินเดียสมัยด้อยปัญญาน่ะสิครับ


อ๊ะ! อย่าเพิ่งกล่าวหาว่าผมไม่เชื่อฟังพระพุทธเจ้า (หรือพุทธพจน์) เชียวนา เพราะผมคิดว่า คำอธิบายแบบนี้อาจจะใช้ได้ในยุคสมัยที่อินเดียแบ่งวรรณะกันอย่างเข้มข้น ทำให้ใครเกิดมาเป็นจัณฑาล ก็ต้องถือว่า มืด เสียยิ่งกว่ามืด หรือใครเกิดในตระกูลกษัตริย์ ก็พอกล้อมแกล้มบอกว่าเกิดมา สว่าง ได้อยู่หรอก


แต่เมื่อนำมาพูดในยุคสมัยปัจจุบัน ยุคสมัยแห่งวัตถุนิยม บริโภคนิยม ทุนนิยม โดยนำมาทื่อๆเหมือนเดิม ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง


อันตรายตรงไหนหรือครับ?


ผมเคยได้ยินคนนำมาพูด นำมาอธิบายทางวิทยุในแบบที่ว่าเปี๊ยบ มันเป็นคำอธิบายแบบ ง่ายๆ ซึ่งชวนให้คิดเป็นอย่างยิ่งว่า คำสอนนี้ได้วาง เป้าหมาย ของชีวิตเอาไว้ที่วัตถุ หรือสิ่งที่อยู่ภายนอก ซึ่งก็มีตั้งแต่รูปร่างหน้าตา ชาติตระกูล หรือทรัพย์สมบัติ ซ้ำร้ายที่สุด ยังเป็น แส้ ที่เอาไว้โบยตีคนที่อยู่ในโครงสร้างสังคมชั้นล่างด้วย เรียกว่าถ้าเผลอเกิดมาหน้าตาชั่ว ฐานะยากจน หรือพิการละก็ ก็แปลว่าชาติก่อนคุณน่ะ ได้ทำกรรมชั่วเอาไว้ ถึงได้ มืดมา อย่างนี้ ซึ่งก็สอดรับกับวิธีคิดแบบ พุทธไทย โดยทั่วไปไม่น้อย


วิธีคิดแบบนี้ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมาอย่างน้อยก็สองอย่างครับ


อย่างแรกก็คือ มันเป็นวิธีคิดที่ช่วยค้ำจุน โครงสร้าง ทางสังคมแบบแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน นั่นคือเป็นการช่วยสร้างความ ชอบธรรม ให้กับคนที่อยู่ ด้านบน ของโครงสร้างสังคม ใครเกิดมารวย เกิดมาในตระกูลสูง ก็แปลว่าพวกเขา ชอบธรรม แล้ว เนื่องจากชาติที่แล้วทำดีมา เพราะฉะนั้น ถ้าคิดอย่างนี้ ก็เลิกได้เลยครับ ไม่ต้องไปคิดเรื่องภาษีมรดก หรือภาษีที่ดินหรอก ก็มันเป็นเรื่อง บุญทำกรรมแต่ง นี่นา


อย่างที่สองก็คือ มันเป็นวิธีคิดที่เอาไว้ใช้ ควบคุม คนชั้นล่างที่ดันเกิดมาจน หน้าตาก็ไม่สะสวยพอจะไปเป็นดาราหาเงินได้ แถมยังนับรวมไปถึงคนพิการหรือป่วยอีกต่างหาก ว่าคนเหล่านี้ก็ควรจะ ประพฤติดี เข้าไว้ ซึ่งการ ประพฤติดี ย่อมนับรวมไปถึงการไม่ลุกขึ้นมาประท้วงเรียกร้องสิทธิของตัวเอง แม้ว่าจะถูกยึดที่ดินทำกิน หรือถูก โครงสร้าง ดูดกลืนเอาทรัพยากรของตัวเองไปมากแค่ไหนก็ตาม แต่เพื่อจะ สว่างไป ก็ต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวทำตนเป็น คนดี เข้าไว้


พูดง่ายๆก็คือ อยากมีชีวิตที่ดีกว่าหรือ...รอชาติหน้าเถอะพี่!


ด้วยเหตุนี้ ผมจึงทำใจให้เชื่อได้ยาก ว่าคำสอนที่ว่านี้ เป็นคำสอนเดิมแท้ของพระพุทธเจ้าที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระองค์เอง!


3

โชคดีอย่างยิ่ง ที่ผมไปค้นอังคุตตรนิกายเพิ่มเติม แล้วก็ได้ข้อมูลที่น่าสนใจมาอย่างหนึ่ง


เรื่องน่าสนใจที่ว่าก็คือ เคยมีพราหมณ์ชื่อ สิขาโมคคัลลานะ เข้าไปทูลถามพระพุทธเจ้าด้วยคำถามที่ผมว่าสุดแสนจะทันสมัย ท้าทาย และคลาสสิคเป็นที่สุด


พราหมณ์ถามคล้ายๆกับว่า พระพุทธเจ้าเคยสอนเรื่องการไม่ทำกรรม เพื่อให้ดับสูญหรือถึงนิพพาน แต่เมื่อสอนอย่างนี้แล้วจะดีหรือ เพราะว่าโลกนั้นย่อมมีกรรมเป็นสภาพ พูดง่ายๆก็คือ โลกดำรงอยู่ได้ก็ด้วย กรรม นี่แหละ


พระพุทธเจ้าก็เลยตรัสตอบ ด้วยเรื่องของกรรม ว่ากรรมนั้นมีอยู่ 4 อย่าง คือกรรมดำ, กรรมขาว, กรรมที่มีทั้งดำทั้งขาว และสุดท้ายก็คือ กรรมที่ไม่ดำไม่ขาว


พวกที่ทำกรรมดำ ก็ย่อมได้วิบากดำ เช่น เบียดเบียนคนอื่น ก็ต้องได้เสวยเวทนาที่เป็นทุกข์ เหมือนสัตว์นรก, พวกที่ทำกรรมขาว ก็ย่อมได้วิบากขาว พระองค์ตรัสว่า เป็นสุขโดยส่วนเดียว เหมือนพวกเทพ, ส่วนคนที่ทำทั้งกรรมดำกรรมขาว (อันเห็นจะเป็นคนส่วนใหญ่ในโลก!) ก็จะได้วิบากทั้งดำบ้างขาวบ้าง พวกนี้ก็คือมนุษย์นี่แหละครับ


แต่ที่น่าสนใจสุดๆเลยก็คือกรรมประเภท ไม่ดำไม่ขาว เพราะนี่คือ กรรม ที่เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงการ พ้น ไปจากวิธีคิดแบบ ทวิลักษณ์ หรือวิธีคิดแบบสองขั้ว คือดำ-ขาว (หรือมืด-สว่าง) ว่าเราจะพ้นไปจากกรรมได้ ก็ต่อเมื่อมีกรรมที่เป็นแบบไม่ดำไม่ขาว ซึ่งก็คืออาการ ไม่ผลักไส-ไม่ใฝ่หา ตามคำ (และชื่อหนังสือ) ของพระไพศาล วิสาโล นั่นเอง


4

เรื่องกรรมดำ-กรรมขาว ทำให้ผมได้ข้อสรุปเรื่อง มืดมา-สว่างไป ว่าอย่างนี้ครับ


ถ้าเราอยากให้เรื่อง มืดมา-สว่างไป เป็นเรื่องที่ สว่าง จริงๆ ไม่ได้ตกอยู่ใต้อิทธิพลของอวิชชาทางสังคม (โดยไม่รู้ตัว!) ไม่ว่าจะแบบอินเดีย (ที่ยึดชนชั้นชาติกำเนิดเป็นใหญ่) หรือแบบทุนนิยม (ที่ยึดวัตถุทรัพย์สินเป็นใหญ่) ผมคิดว่าเราต้องตีความคำว่า มืดมา-สว่างไป เสียใหม่ครับ


การตีความที่ว่าก็คือ ใครก็ตามที่มีความ อยากสว่าง อยู่ในตัว (ไม่ว่าความสว่างนั้นจะหมายถึงการได้เกิดใหม่มีรูปร่างหน้าตาดี มีทรัพย์สมบัติมาก หรือแม้แต่ความสว่างที่หมายถึงสติปัญญา การเป็น คนดี หรือแม้แต่การ อยากนิพพาน) ก็ล้วนแล้วแต่เป็นพวก มืดมา ทั้งสิ้น


เพราะ ความอยาก ล้วนเป็นสมบัติของความมืด-ไม่ว่าจะ อยาก อะไรก็ตาม


โดยเฉพาะอยากสว่าง’ !


คนจำพวกเดียวที่จะ สว่างมา และ สว่างไป ได้ ก็คือคนที่ไปพ้นจากความ อยากสว่าง รวมถึงความ อยากมืด (ซึ่งจำพวกหลังนี้เห็นได้ง่ายว่าเป็นปัญหามากกว่าคนประเภท อยากสว่าง มากนัก) เพราะความ อยากสว่าง เอง ก็เป็นอวิชชา หรือเป็น ignorance ในตัวของมันเองด้วย


ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะ คำสอนแบบ มืดมา-สว่างไป ที่พูดกันนั้น เป็นคำสอนแบบจริยธรรมพื้นๆ ที่มีเป้าหมายในการควบคุมสังคมให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งก็มีปัญหาขัดแย้งในตัวของมันเองอยู่ สิ่งที่ยากกว่า น่าสนใจกว่า และน่าจะช่วยแก้ปัญหาในการ อยู่ร่วม และ ไปพ้น ของเราได้มากกว่า ก็คือการทำความเข้าใจและไปให้พ้นจากวิธีคิดแบบสองขั้ว ขาว-ดำ, มืด-สว่าง ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ได้ทรงชี้แนะเอาไว้แล้วอย่างลึกซึ้ง


ถ้าเรายึดคำสอนแบบจริยธรรมพื้นฐาน เราก็เป็นได้เพียง พุทธวิคตอเรีย หรือ พุทธอินเดียโบราณ ซึ่งกล้อมแกล้มรวมกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ


แต่ไม่ใช่พุทธที่ปลอดพ้น!